"คุณกำลังโกหกผม... หรือกำลังโกหกตัวเองกันแน่ ริน?"
น้ำเสียงของศิลาไม่ได้โกรธเคือง แต่มันกลับเย็นเยียบและบาดลึกกว่ามีดโกน รินรดาชะงักฝีเท้าที่หน้าประตูห้องสมุดไม้โอ๊กบานใหญ่ มือของเธอที่กำลูกบิดเย็นเยียบสั่นระริก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในดวงตา ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับทนายความหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้เงามืดของโถงทางเดิน
"ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด ศิลา" เธอตอบ เสียงเรียบสนิทราวกับผิวน้ำที่นิ่งสงบ ทว่าในใจกลับเต้นรัวราวกับกลองรบ "เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงคุณ... จากมุมมืดของระเบียงชั้นสอง แต่ตอนนี้คุณกลับยืนอยู่ตรงนี้ ห่างจากห้องทำงานของคุณเป็นไมล์"
ศิลาไม่ได้ขยับตัว แสงไฟสลัวจากเชิงเทียนบนผนังคฤหาสน์วาดเงาให้ใบหน้าของเขาดูคมเข้มและน่าเกรงขามยิ่งกว่าปกติ เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะกับสันแฟ้มเอกสารในมือเป็นจังหวะที่ฟังดูผิดเพี้ยน
"คฤหาสน์หลังนี้มีหู มีตา และที่สำคัญ... มันมีเสียงที่ไม่ได้มาจากมนุษย์" เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้รินรดารู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่มันเป็นความเย็นที่กรีดลึกเข้าไปในชั้นผิวหนัง "ถ้าคุณยังดื้อดึงที่จะตามหาคำตอบเรื่องพินัยกรรมของพ่อคุณ รอยกระจกในบ้านหลังนี้จะเริ่มสะท้อนภาพที่คุณไม่ต้องการเห็น"
"คุณหญิงดารินบอกว่าคนในบ้านนี้ 'ซื่อสัตย์' ต่อกัน" รินรดาสวนกลับ เธอตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเขา ความกลัวในใจถูกแทนที่ด้วยความกังขาที่พุ่งพล่าน "แต่ทำไมทุกครั้งที่ฉันพูดถึงพินัยกรรม สายตาของคุณถึงดูเหมือนคนที่กำลังปกปิดคดีฆาตกรรม มากกว่าทนายความที่ปกป้องสิทธิ์ของลูกความ?"
ศิลาเงียบไปครู่ใหญ่ เขาสบตาเธอด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก มันไม่ใช่ความอบอุ่นที่เธอเคยได้รับ แต่เป็นความสมเพชปนเวทนา
"คนตายไม่เคยโกหก ริน... แต่คนเป็นนี่แหละที่มักจะสร้างนิทานขึ้นมากลบเกลื่อนความผิดบาป" เขาเว้นวรรค ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาต่ำพร่าจนขนอ่อนลุกชัน "อย่าได้เผลอไปมองเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่โถงทางเดินตอนเที่ยงคืน ไม่อย่างนั้น... คุณอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นคนเดิมอีก"
เขาทิ้งเธอไว้กลางโถงทางเดินที่เงียบเชียบ ทิ้งให้กลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมไม้ซีดาร์ลอยวนอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่พุ่งปะทะเข้ามาจากทางเดินฝั่งทิศตะวันออก รินรดายืนนิ่ง หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนเจ็บหน้าอก เธอไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่บรรยากาศที่รายล้อมอยู่ตอนนี้กลับทำให้เธอกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านเกิดตัวเอง
*กึก... กึก...*
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังขึ้นมาจากความมืดเบื้องหน้า มันเป็นเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย... เสียงฝีเท้าของคุณหญิงดาริน
"ดึกดื่นป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือ รินรดา?" เสียงของคุณหญิงดารินดังขึ้น หญิงสูงวัยปรากฏตัวออกมาจากเงามืดด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีเข้ม ดวงตาของท่านเป็นประกายวาวโรจน์เหมือนสัตว์นักล่าที่จ้องมองเหยื่อในกรงขัง "บ้านหลังนี้มีความลับที่น่ารื่นรมย์มากมาย แต่ความลับเหล่านั้นมักจะกัดกินคนที่อยากรู้อยากเห็นจนไม่เหลือซาก"
"ฉันแค่มาหาคำตอบที่ค้างคาใจค่ะคุณย่า" รินรดาตอบ พยายามคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ขาของเธอจะเริ่มสั่น "ทำไมศิลาถึงต้องคอยเตือนฉันเรื่องเงาในกระจก? และทำไม... เสียงของเขาถึงก้องอยู่ในหัวฉันแม้ในตอนที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้?"
คุณหญิงดารินหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก ท่านเดินเข้ามาใกล้รินรดา นิ้วมือที่เหี่ยวย่นแต่แข็งแรงเอื้อมมาลูบไล้แก้มของหลานสาวช้าๆ ความเย็นจากปลายนิ้วของท่านทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งกรีดที่ผิวหน้า
"ศิลาเป็นทนายความที่ดี เขาแค่รู้ว่าอะไรควรปล่อยให้หลับใหล" คุณหญิงก้มลงกระซิบที่ข้างหู "ส่วนเรื่องเสียง... บางทีอาจไม่ใช่เสียงของศิลา แต่เป็นเสียงของ 'เจ้าของบ้านตัวจริง' ที่กำลังเฝ้ามองเราผ่านรอยแตกของกระจกบานนั้นต่างหาก"
รินรดาหันไปมองกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดโถงทางเดิน เงาสะท้อนในกระจกดูเลือนรางและบิดเบี้ยว เธอเห็นใบหน้าของตัวเอง... แต่ทว่าในเงาสะท้อนนั้น ดวงตาของเธอกลับไม่ได้มองตรงมาที่ตัวเธอ มันกำลังจ้องมองไปที่ประตูห้องทำงานของทนายความหนุ่มด้วยความอาฆาตมาดร้าย
"นั่นไม่ใช่ฉัน..." รินรดาพึมพำด้วยความตระหนก ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังกระแทกกับผนังเย็นเฉียบ
"นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของคุณ" คุณหญิงดารินยิ้มเหี้ยม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้น
รินรดาตัดสินใจเดินเข้าไปหากระจกบานนั้น มือสั่นเทาของเธอยื่นออกไปสัมผัสพื้นผิวแก้วที่เย็นเยียบ ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่เธอเคยได้ยินในความฝันก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ มันไม่ใช่เสียงของศิลา ไม่ใช่เสียงของคุณหญิงดาริน แต่มันเป็นเสียงของแม่... แม่ที่เสียชีวิตไปเมื่อยี่สิบปีก่อน
'ริน... หนีไป... อย่าให้เขาเอาชีวิตลูกไปเหมือนที่เขาทำกับพ่อ!'
กระจกตรงหน้าเริ่มมีรอยร้าวเป็นทางยาว แสงไฟในโถงทางเดินดับพรึบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจกค่อยๆ ขยับปากพูดโดยที่เธอไม่ได้เป็นคนทำ รอยร้าวบนกระจกขยายตัวขึ้นจนเผยให้เห็นบางสิ่งที่อยู่หลังกระจก... มันไม่ใช่กำแพง แต่มันคือช่องลับที่เต็มไปด้วยเอกสารปึกใหญ่และเส้นผมสีดำยาวที่พันยุ่งเหยิงอยู่บนพื้น
ขณะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มที่ซ่อนอยู่ มือของใครบางคนก็คว้าข้อมือของเธอไว้แน่นจากความมืดด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าความตาย
"ผมบอกคุณแล้ว... ว่าอย่าให้กระจกมันเห็นคุณตอนเที่ยงคืน"
รินรดาหันกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดนั้น ใบหน้าของศิลาปรากฏขึ้นในแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่าง แต่ในมือของเขาไม่ได้ถือแฟ้มเอกสาร... หากแต่เป็นกริชโบราณที่สลักลวดลายประหลาด ซึ่งในวินาทีนั้นเองที่เธอตระหนักว่า คนที่เธอไว้ใจที่สุด อาจเป็นคนเดียวกับที่ลงมือปิดปากคนในบ้านหลังนี้มาตลอดชั่วอายุคน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดไปกับรินรดา... แล้วพบกันตอนหน้าครับ - ตุ๊กตาโบราณ
เงาในรอยกระจก•ตอนที่ 3
เสียงกระซิบที่โถงทางเดิน
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในรอยกระจก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!