“ถ้าเธอเดินผ่านธรณีประตูนั้นไปแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่เธอพยายามรักษาไว้ อาจกลายเป็นเพียงรอยเปื้อนบนพรมเก่าๆ ของตระกูลวรโชติ... รินรดา”
ศิลาไม่ได้หันมามองขณะเอ่ยประโยคที่เย็นเยียบพอๆ กับเครื่องปรับอากาศในรถยนต์สายหรู เขากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปที่รั้วเหล็กดัดลายเถาไม้เลื้อยที่สนิมเกาะจนกลายเป็นสีเลือดแห้งกรัง ซึ่งกั้นแบ่งโลกภายนอกออกจากอาณาจักรที่ถูกลืมเลือนแห่งนี้
รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่นิ่งเงียบ ฝ่ามือที่เย็นเฉียบของเธอกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดเล็กน้อยนั้นไม่ได้ช่วยดึงสติเธอให้กลับมา แต่เป็นความทรงจำ—กลิ่นอับชื้นของไม้เก่า กลิ่นธูปจางๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศ และเสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ขัดมันที่เหมือนจะดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอมาตลอดสิบปี
“ฉันไม่ได้กลับมาเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบหรอกค่ะศิลา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ “ฉันกลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป... แม้จะต้องกลายเป็นเงาที่เน่าเฟะในบ้านหลังนี้ก็ตาม”
ศิลาถอนหายใจยาว พลางหันมาจ้องหน้าเธอ ดวงตาของเขาอ่อนแสงลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม “ฉันจะรออยู่ที่นี่ ถ้าเกินสามสิบนาทีแล้วเธอไม่ส่งสัญญาณ… ฉันจะเข้าไป ไม่ว่ากฎหมายจะว่าอย่างไรก็ตาม”
รินรดาส่งยิ้มบางๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตาให้เขา ก่อนจะเปิดประตูรถก้าวออกไปสู่พื้นที่ที่เธอเคยเรียกว่า ‘บ้าน’
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นถนนดินที่แตกระแหง ความรู้สึกวูบโหวงก็ถาโถมเข้าใส่เหมือนคลื่นยักษ์ คฤหาสน์วรโชติยังคงตระหง่านอยู่ตรงหน้าในสภาพที่ทรุดโทรมลงไปมาก เถาวัลย์คลุมทับผนังปูนจนแทบมองไม่เห็นลวดลายฉลุประณีตที่เคยเป็นความภูมิใจของตระกูล หน้าต่างบานสูงที่ถูกปิดตายดูเหมือนดวงตาที่บอดสนิทของสัตว์ประหลาดที่กำลังหลับใหล
รินรดาเดินผ่านประตูรั้วที่ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างแสนสาหัส ราวกับต้องการเตือนให้เธอกลับไปเสีย ก่อนที่ความลับที่ถูกฝังไว้จะตื่นขึ้นมาหลอกหลอน
ภายในโถงกลางบ้านถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีขาวหม่นที่ดูราวกับผีดิบยืนเรียงราย แสงแดดที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเป็นลำขุ่นมัว เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่เต้นระบำอยู่กลางอากาศเหมือนซากความทรงจำที่แตกสลาย รินรดาค่อยๆ เดินผ่านโถงทางเดินที่คุ้นเคย ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นไม้มีเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงร้องเตือนจากวิญญาณคนรุ่นก่อน
เธอกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ห้องทำงานของคุณหญิงดาริน แต่แล้วฝีเท้าเธอก็หยุดชะงัก
กลิ่นหอมของดอกมะลิจางๆ ลอยมาปะทะจมูก... กลิ่นประจำตัวของคุณหญิงดาริน กลิ่นที่รินรดาเคยโผเข้ากอดด้วยความรักในวัยเด็ก กลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ตอนนี้ มันกลับทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียนอย่างบอกไม่ถูก
“สิบปีที่ไม่มีการติดต่อ... หลานรักของย่าดูเปลี่ยนไปมากนะ”
เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังมาจากมุมมืดของห้องนั่งเล่น รินรดาชะงัก ร่างกายของเธอแข็งค้างราวกับถูกสาป เธอค่อยๆ หันไปตามเสียงนั้น ที่นั่งบนเก้าอี้หวายเก่าๆ หญิงชราในชุดไหมสีดำสนิทนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น ดวงตาของเธอที่แม้จะพร่าเลือนด้วยวัยชรา แต่กลับวาวโรจน์ด้วยความเย็นชาที่กัดกินหัวใจคนมอง
คุณหญิงดารินไม่ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ นางเพียงแต่วางน้ำชาในถ้วยกระเบื้องเคลือบลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันของถ้วยและจานรองดังกังวานก้องไปทั่วความเงียบ “นึกว่าตายไปพร้อมกับพ่อแม่แกเสียอีก ถึงได้กล้าเหยียบเข้ามาที่นี่”
“ถ้าฉันตายไปจริงๆ ย่าคงนอนหลับสบายกว่านี้ใช่ไหมคะ?” รินรดาถามพลางก้าวเข้าไปหาอย่างไม่เกรงกลัว เสียงฝีเท้าของเธอหนักแน่นและมั่นคง ต่างจากความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ภายใน
คุณหญิงดารินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงแห้งๆ ที่เหมือนเศษแก้วบาดลึกในใจ “ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นสิ่งที่ตัวเองรักค่อยๆ พังทลายหรอกนะรินรดา... และแกก็เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้บทเรียนนั้น”
มือที่เหี่ยวย่นของคุณหญิงดารินเลื่อนลิ้นชักโต๊ะข้างตัวออก ก่อนจะหยิบกรอบรูปเก่าๆ ขึ้นมาวางบนโต๊ะ มันเป็นรูปถ่ายของครอบครัวที่ดูมีความสุข แต่ในรูปนั้น ใบหน้าของพ่อและแม่ของรินรดาถูกกรีดด้วยของมีคมจนเป็นรอยแผลเป็นที่น่าสะพรึงกลัว
รินรดาใจเต้นแรง ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานับทศวรรษประทุขึ้นจนเธอมือสั่น “ย่าทำแบบนี้ทำไม... พวกเขาเป็นลูกของย่านะ!”
“ลูกหรือ?” คุณหญิงดารินแค่นยิ้ม สายตาจ้องเขม็งไปที่รินรดา “คนที่ขวางทางความรุ่งโรจน์ของตระกูล... ต่อให้สายเลือดเดียวกัน ย่าก็ไม่ปล่อยไว้หรอก และแก... รินรดา แกกำลังเดินตามรอยเท้าของพวกเขาเข้ามาในหลุมที่ย่าขุดเตรียมไว้ให้”
รินรดารู้สึกเหมือนอากาศในห้องหายไปจนหมดสิ้น เธอพยายามจะก้าวถอยหลัง แต่ขาของเธอกลับไร้เรี่ยวแรง ทันใดนั้น ไฟในห้องก็ดับพรึบลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลังเธอ... ไม่ใช่เสียงของคุณหญิงดาริน แต่เป็นเสียงหนักแน่นและเย็นเยียบของชายฉกรรจ์หลายคน
“ตอนแรกฉันว่าจะให้แกไปดีๆ” เสียงของคุณหญิงดารินดังขึ้นในความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด “แต่เมื่อแกเลือกที่จะกลับมาเอง... ก็จงอยู่ที่นี่ตลอดไป ในฐานะรอยเปื้อนบนประวัติศาสตร์ของตระกูลวรโชติเถอะ”
รินรดาสัมผัสได้ถึงคมโลหะเย็นเฉียบที่จ่ออยู่ที่ลำคอของเธอ และเสียงกระซิบที่คุ้นเคยอย่างประหลาดจากคนที่อยู่ข้างหลังเธอ...
“ขอโทษนะรินรดา... แต่ฉันจำเป็นต้องเลือกข้าง”
นั่นไม่ใช่เสียงคนแปลกหน้า แต่มันคือเสียงของศิลา... ทนายความผู้ที่เธอไว้ใจที่สุดในชีวิต
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาในความมืดมิดครั้งนี้ครับ - ตุ๊กตาโบราณ
เงาในรอยกระจก•ตอนที่ 2
กลับสู่เรือนเก่า
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาในรอยกระจก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!