กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 17

กับดักที่วางไว้

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายจางๆ ของน้ำชาเขียวมรกตที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นพรมสีแดงสด ยังคงส่งกลิ่นกรุ่นเจือจาง ชวนให้นึกถึงคราบโลหิตที่หลั่งรินในสนามรบ เซี่ยหว่านหนิงมิได้ก้มลงมองซากกระเบื้องเคลือบที่แตกละเอียดเหล่านั้น สายตาของนางทอดมองตรงไปยังร่างสูงสง่าของหลี่จิ่งเทียน ผู้จัดการโรงงานผู้สวมเสื้อแจ็คเก็ตผ้าฝ้ายสีเขียวขี้ม้าทับด้วยเสื้อกั๊กถักไหมพรมสไตล์เจ้าหน้าที่รัฐยุคเจ็ดสิบ ทว่ากลับมีท่าทีเย่อหยิ่งจองหองราวกับขุนนางกังฉินในราชสำนักยุคต้าเหลียงที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี "ภรรยาของสหายกู้ช่างซุ่มซ่ามเสียจริง... หรือว่าในใจของเจ้ากำลังร้อนรนเรื่องที่ฉันกำลังจะประกาศเกียรติคุณของโรงงานเราในที่ประชุมใหญ่กันแน่?" เสียงหัวسเราะในลำคอของหลี่จิ่งเทียนดังขึ้นอย่างน่ารังเกียจ เขากวาดสายตาคมปลาทูมองสำรวจเรือนร่างอรชรของนางในชุดเสื้อคอจีนสีเทาหม่น แม้จะเป็นเสื้อผ้าเนื้อหยาบตามยุคสมัย แต่มิอาจบดบังทรวดทรงองเอวอันงดงามและกิริยาท่าทางที่สง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่ติดอยู่ในกรงขังแห่งยุคอุตสาหกรรมนี้ได้เลย ในห้องประชุมสมาคมคนงานที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่และกลิ่นน้ำมันเครื่อง สายตาหลายสิบคู่ต่างจับจ้องมาที่เหตุการณ์นี้ด้วยความตื่นระทึก ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ชอบมาพากลระหว่างเซี่ยหว่านหนิงกับหลี่จิ่งเทียนถูกปล่อยออกมาจากปากของภรรยาหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อเมื่อวานนี้เอง และในวันนี้... หลี่จิ่งเทียนจงใจเลือกจังหวะที่กู้เหยียนจวินติดภารกิจด่วนในการตรวจสอบเตาหลอมเหล็กหมายเลขสาม เพื่อเปิดฉากละครฉากใหญ่ในการทำลายชื่อเสียงของนาง "ผู้จัดการหลี่กล่าวเกินไปแล้วค่ะ" เซี่ยหว่านหนิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็นดุจสายน้ำในฤดูเหมันต์ ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ "ถ้วยชาใบนี้เก่าคร่ำครึ ขาดการดูแลรักษาตามวาระอันควร เปรียบเสมือนบุคคลบางคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงแต่ไร้ซึ่งความสามารถ หากปล่อยไว้รังแต่จะสร้างความเสียหายให้แก่ส่วนรวม... ท่านว่าจริงหรือไม่คะ?" รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่จิ่งเทียนแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นฉุนของบุหรี่ชั้นต่ำลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส ทว่าเซี่ยหว่านหนิงมิได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปลายคางมนเชิดรั้นอย่างคนที่มีศักดิ์ศรีค้ำคอ "ปากคอเราะร้ายนักนะหว่านหนิง!" หลี่จิ่งเทียนกัดฟันกรอด ยื่นมือทำทีจะเข้ามาจับข้อศอกของนางเพื่อแสดงความสนิทสนมเกินเลยต่อหน้าธารกำนัล "เจ้าก็รู้ว่าสามีของเจ้ามันเป็นแค่ไอ้พวกอดีตทหารเดนตายที่ถูกเนรเทศมาใช้แรงงาน วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานโง่ๆ ปล่อยให้ภรรยาคนสวยต้องมาลำบากตากตรำ... สู้มาอยู่ข้างฉันเสียยังจะดีกว่า อยากได้ตั๋วซื้อจักรเย็บผ้าปีกนก หรือตั๋วเนื้อหมูชั้นดีแค่ไหน ฉันหามาให้เจ้าได้ทั้งหมด!" นี่คือกับดักที่เขาวางไว้... การฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวท่ามกลางพยานนับสิบ เพื่อสร้างภาพว่านางเป็นสตรีมักใหญ่ใฝ่สูง ลอบเป็นชู้กับผู้บังคับบัญชาเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางวัตถุ ช่างเป็นแผนการที่สกปรกโสมมเสียจริง! ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วหยาบกร้านของหลี่จิ่งเทียนกำลังจะแตะโดนแขนเสื้อของนางนั้นเอง... *โครม!* ประตูไม้สักบานคู่ของห้องประชุมถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน แรงลมกรรโชกพัดเข้ามาวูบหนึ่ง หอบเอาไอเย็นยะเยือกของบรรยากาศภายนอกเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งห้องจนอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีดำสนิทของกู้เหยียนจวินก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าอันมั่นคง ดวงตาคมกริาดดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อคู่นั้นกวาดมองภาพตรงหน้า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนผู้คนในห้องต่างพากันหายใจไม่ทั่วท้อง แรงกดดันระดับขุนพลสนามรบที่ผ่านการฆ่าคนมานับไม่ถ้วนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ความปรานี หลี่จิ่งเทียนชักมือกลับแทบไม่ทัน ใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตา "ก... กู้เหยียนจวิน? แก... แกไม่ได้อยู่ที่เตาหลอมหรอ..." "ถ้าฉันไม่รีบกลับมา..." เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในป่าลึกดังลอดไรฟัน กู้เหยียนจวินสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทุกย่างก้าวราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าความตาย "ฉันคงพลาดชมฉากสุนัขลอบกัดภรรยาของตัวเองสินะ" เซี่ยหว่านหนิงปรายตามองสามีของนาง นางเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนบริเวณขมับของเขา และประกายตาวาวโรจน์ที่บ่งบอกว่าความอดทนของชายหนุ่มได้ขาดผึ่งลงแล้ว มือเรียวบางของนางเอื้อมไปแตะที่ชายเสื้อของกู้เหยียนจวินเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม ทว่ากู้เหยียนจวินกลับควחוมข้อมือของนางขึ้นมาซ่อนไว้ด้านหลังลำตัวของเขาอย่างปกป้อง พร้อมกับมืออีกข้างที่เอื้อมไปควบคอเสื้อของหลี่จิ่งเทียนแล้วยกกระชากขึ้นลอยเหนือพื้นด้วยพละกำลังมหาศาล! "อั่ก!... แกล... แกจะทำอะไร ปล่อยนะเว้ย! นี่มันสถานที่ราชการ!" หลี่จิ่งเทียนดิ้นรนสุดชีวิต ใบหน้าเขียวคล้ำเพราะขาดอากาศหายใจ ขาทั้งสองข้างเตะสะเปะสะปะอยู่ในอากาศ "สถานที่ราชการงั้นรึ?" กู้เหยียนจวินยิ้มเยาะ มุมปากหยักลึกเหยียดยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม สายตาจ้องมองอีกฝ่ายราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง "ในอาณาเขตที่ฉันดูแล มีแต่กฎของฉันคนเดียวเท่านั้น... แกอยากลองดีกับฉันนักใช่ไหม หลี่จิ่งเทียน?" บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นเทาของเหล่าคนงาน ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงห้ามปราม เพราะบารมีและความดุร้ายของกู้เหยียนจวินเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงปรบมือเบาๆ แปะ... แปะ... แปะ... ก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดบริเวณทางเดินด้านหลังห้องประชุม ร่างของชายวัยกลางคนผู้สวมแว่นตากรอบทอง สวมชุดสูทสากลเรียบร้อยผิดกับคนงานทั่วไปก้าวออกมาจากเงาสลัว รอยยิ้มพึงพอใจประดับอยู่บนใบหน้าของเขา พร้อมกับเอกสารลับตราครุฑสีแดงสดในมือที่ถูกชูขึ้นสูง "ช่างเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันเสียจริง... แต่กู้เหยียนจวิน นายคงลืมไปแล้วกระมังว่า เอกสารฉบับนี้เพิ่งส่งตรงมาจากส่วนกลางเมื่อสิบนาทีที่แล้ว" ผู้มาใหม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจยิ่งนัก "คำสั่งย้ายด่วน... ให้กู้เหยียนจวินพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกผลิต และส่งตัวไปรายงานตัวที่ค่ายกักกันแรงงานเหมืองถ่านหินทางเหนือในทันที!" ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันเกมการเมืองและห้วงรักอันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%