กลิ่นอายของกระดาษไขฉาบน้ำมันและคราบเขม่าดินปืนลอยอวลปะปนกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดีที่เพิ่งถูกรินลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องรับรองของสหกรณ์ประจำนิคมอุตสาหกรรมยุคเจ็ดสิบ ที่บัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นศาลเตี้ยขนาดย่อม สายตานับร้อยคู่ต่างจดจ้องมายังร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย ทว่ากลับแผ่ไอรัศมีเยือกเย็นและสง่างามรากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังเสด็จประพาสแดนทุรกันดาร
เซี่ยหว่านหนิงไม่ได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันรอบด้าน นิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างค่อยๆ บรรจงวางบัญชีวัสดุก่อสร้างและรายงานการผลิตของโรงงานเหล็กหมายเลขสามลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดัง *กึก* ชัดเจน ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมราวกับนัดกันไว้
"หลี่จิ่งเทียน... ท่านกล่าวหาว่าสามีของฉันยักยอกวัตถุดิบและจงใจขัดขวางนโยบายเร่งรัดการผลิตของรัฐ แต่ทว่า หลักฐานที่ท่านนำมาแสดงต่อหน้าคณะกรรมการสืบสวน กลับมีร่องรอยการปลอมแปลงลายมืออย่างหยาบคาย ยุคสมัยนี้แม้แต่กระดาษรายงานยังต้องเบิกจากคลังหลวง... อภัยเถอะ ฉันหมายถึงคลังพัสดุกลางของนิคม การใช้หมึกดำชนิดราคาถูกที่ผลิตจากโรงงานเคมีเขตเหนือมาเขียนบันทึกย้อนหลัง ช่างเป็นความสะเพร่าของคนทุจริตที่น่าเวทนานักนะคะ"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบดั่งใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อหนัง หลี่จิ่งเทียน หน้าถอดสีในพริบตา ดวงตาเรียวเล็กฉายแววตื่นตระหนกจนปิดไม่มิด เขาไม่คาดคิดว่าสตรีบ้านนอกที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าเย็บผ้าผู้นี้ จะมีความรู้ลึกซึ้งถึงขั้นแยกแยะชนิดของหมึกพิมพ์และกระดาษราชการได้แม่นยำรากับขุนนางกรมคลังผู้ตรวจบัญชีมาหลายสิบปี
"เหลวไหล! หว่านหนิง เธออย่ามาใช้วาทศิลป์บิดเบือนความจริง หลักฐานทุกชิ้นมีลายเซ็นของกู้เหยียนจวินกำกับอยู่ชัดเจน คนงานทั้งโรงงานต่างก็เห็นว่าเขาเป็นคนสั่งการเรื่องการกระจายเหล็กกล้าออกนอกระบบ!" หลี่จิ่งเทียนตบโต๊ะฉาดใหญ่ พยายามเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมาท่ามกลางฝูงชนที่เริ่มส่งเสียงฮือฮากระซิบกระซาบกันระงม
เซี่ยหว่านหนิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้งในเหมันต์ฤดู ทว่ากลับหนาวเหน็บเสียจนผู้พบเห็นต้องลอบกลืนน้ำลาย
"ลายเซ็นหรือเพคะ..." นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้กองเอกสารเหล่านั้น ราวกับเสือสาวกำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ "สามีของฉัน กู้เหยียนจวิน แม้จะเป็นคนเงียบขรึมและพูดน้อย แต่เขายึดมั่นในวินัยทหารเก่าอย่างเคร่งครัด ทุกตัวอักษรที่เขาเขียนจะใช้พู่กันขนกระต่ายป่าและหมึกแท่งที่ภรรยาเช่นฉันเป็นคนฝนให้เองกับมือ... ทว่าในเอกสารฉบับนี้ กลับมีร่องรอยการใช้ปากกาหมึกซึมหัวเหล็กกดทับเส้นสายเพื่อเลียนแบบน้ำหนักมือ ช่างน่าขันสิ้นดี ที่คนระดับผู้จัดการหลี่กลับไม่รู้ว่า 'อดีตทหารผ่านศึกผู้พิการทางข้อต่อมือขวา' จากสนามรบเมื่อห้าปีก่อน จะไม่มีวันเขียนตัวอักษรที่ตวัดปลายขึ้นด้านบนได้อย่างเด็ดขาด!"
สิ้นคำพูดของนาง เสียงรอบข้างก็พลันเงียบกริบลงทันตกาล ฝูงชนคนงานนับร้อยชีวิตหันไปมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ข้อมูลวงในระดับนี้ หากไม่ใช่ภรรยาที่นอนร่วมหมอนและคอยดูแลบาดแผลให้ทุกค่ำคืน ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้อย่างแน่นอน
ในมุมมืดของขอบประตูห้องรับรอง ร่างสูงใหญ่ของกู้เหยียนจวินยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาคมกล้าดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองแผ่นหลังบอบบางของภรรยาด้วยประกายความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ลึกซึ้ง หนักแน่น และดุดันราวกับคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดสาดทำลายทุกคนกล้าอาจหาญเข้ามาทำร้ายนาง ดวงตาคู่นั้นมิได้มองหลี่จิ่งเทียนด้วยความโกรธแค้น แต่มันคือสายตาสุดท้ายก่อนที่นักล่าจะลงทัณฑ์เหยื่อในกรง
"จับกุมตัวหลี่จิ่งเทียนและสมุนในข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการและใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ!"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน พร้อมกับการปรากฏตัวของสารวัตรทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยพรรคในชุดเครื่องแบบเต็มยศ การพลิกเกมในชั่วพริบตาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกำลังพลหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ หากแต่เกิดจากมันสมองอันปราดเปรื่องและคารมคมคายของสตรีผู้กุมหัวใจท่านอ๋องแห่งยุคอุตสาหกรรมผู้นี้
หลี่จิ่งเทียนถูกกดตัวคุกเขลงลงกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความแค้นเคือง เขากัดฟันกรอดส่งเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความเคียดแค้นสุดซึ้ง "นังสารเลว... แกกับสามีแกอย่าเพิ่งได้ใจไป! คิดว่าโค่นฉันแล้วจะปลอดภัยหรือไง นายใหญ่เบื้องบนของฉันไม่มีวันปล่อยพวกแกไว้แน่!"
เซี่ยหว่านหนิงก้มลงมองผู้จัดการหนุ่มที่พ่ายแพ้ด้วยสายตาเย้ยหยันเพียงเล็กน้อย นางปัดชายเสื้อคลุมเบาๆ อย่างรังเกียจความสกปรก ก่อนจะเอื้อnนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน
"นายใหญ่ของท่านหรือเพคะ... เกรงว่าป่านนี้ คนผู้นั้นคงกำลังยุ่งอยู่กับการเผาทำลายบัญชีลับของตัวเอง มากกว่าจะมาสนใจสุนัขรับใช้ที่หมดประโยชน์อย่างท่านแล้วกระมังนะคะ"
บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าความตึงเครียดระลอกใหม่กลับก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เมื่อกู้เหยียนจวินก้าวเข้ามาประชิดร่างบางของภรรยา ฝ่ามือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาแนบชิดโดยไม่เกรงสายตาผู้คนรอบข้าง ลมหายใจอุ่นร้อนก้มกระซิบข้างใบหูขาวผ่องด้วยน้ำเสียงทุบหัวใจคนฟังให้หล่นวูบ
"เจ้าเก่งกาจขึ้นทุกวันแล้วนะ... หว่านหนิงของพี่" เขากระซิบเสียงพร่า แววตาดุดันฉายประกายความเร่าร้อนที่ซ่อนเร้นมานาน "แต่เกมการเมืองในโรงงานนี้จบลงแล้ว... ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้ 'หนี้สิน' ที่ติดค้างไว้บนเตียงในเรือนพักของเราเสียที"
เซี่ยหว่านหนิงสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะเมื่อฝ่ามือแข็งแกร่งของสามีเลื่อนมาสัมผัสต้นคอระหงอย่างถือสิทธิ์ ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะเอ่ยปากแย้งสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างลึกลับในชุดสูทจีนโบราณสวมหมวกปีกกว้าง เดินถือซองเอกสารสีน้ำตาลลับประทับตราครั่งสีแดงสด ก้าวผ่านฝูงชนเข้ามาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าพวกเขา
สารวัตรทหารผู้นั้นส่งซองเอกสารดังกล่าวให้1กู้เหยียนจวินด้วยความนอบน้อม พร้อมกับรายงานเสียงเครียด "ท่านหัวหน้ากู้... มีคำสั่งด่วนที่สุดจากส่วนกลางส่งตรงถึงท่านและภรรยา... เกี่ยวกับการโยกย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ ณ เมืองหลวง"
กู้เหยียนจวินรับซองเอกสารมาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาคมกล้าก้มลงมองตราประทับสีแดงฉานนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาภรรรยารัก รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
"ดูเหมือนว่า... ฮ่องเต้แห่งวังหลวง หรือจะเรียกว่า 'ท่านผู้นำสูงสุดในเมืองหลวง' กำลังเรียกตัวพวกเรากลับไปชำระบัญชีเลือดครั้งใหญ่แล้วสินะคะ" เซี่ยหว่านหนิงพึมพำเสียงเบา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ท่ามกลางกระดาษแผ่นสุดท้ายในซองที่ค่อยๆ ถูกดึงออกมาเปิดเผยข้อความปริศนาที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันเกมอำนาจและห้วงรักอันลึกซึ้งนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับส้มหวานมิติลับเสมมานะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 18
แก้ต่างด้วยปัญญา
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!