เสียงก้านใบชาเขียวมรกตที่ถูกกดจมลงด้วยปลายนิ้วเรียวยาวของเซี่ยหว่านหนิง ก่อเกิดเสียงกระทบกับผิวถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ดัง *กริ๊ก* แผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงระฆังสำริดในห้องประชุมคณะกรรมการโรงงานเหล็กแห่งมณฑลอวี้โจว
บนโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวยาวที่มักใช้ถกเถียงเรื่องโควตาการผลิตเหล็กกล้า บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสนามรบขนาดย่อม กลิ่นอายของใบชาหลงจิ่งชั้นเลิศลอยกรุ่นผสมผสานไปกับกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ และควันบุหรี่ฉุนกึกจากซองกระดาษราคาถูกที่หลี่จิ่งเทียนมักสูบยามขัดเคืองใจ ช่างเป็นภาพสะท้อนความลักลั่นย้อนแย้งระหว่างกลิ่นอายอุตสาหกรรมยุค 70 กับความประณีตบรรจงของราชสำนักโบราณที่สตรีเช่นนางจงใจเนรมิตขึ้นมาเพื่อกดดันคู่สนทนา
"สหายหลี่... ชาถ้วยนี้ข้าวนก้นครัวคั่วเองกับมือ รสชาติอาจไม่ละมุนลิ้นเท่าใบชาบรรณาการจากแดนใต้ที่ท่านแอบซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน แต่รับรองว่าฤทธิ์ยาขมๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง จะช่วยชำระล้างความโลภในใจท่านให้เจือจางลงได้บ้างนะคะ"
เซี่ยหว่านหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบนเรียวปากบางระเรื่อดั่งกลีบเหมยฤดูเหมันต์ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งใบมีดโกน นางสวมเสื้อเชิ้ตคอจีนสีฟ้าหม่นตามสมัยนิยม ทว่าท่วงท่าการนั่งหลังตรงและการประสานมือไว้บนตักนั้นสง่างามราวนายหญิงผู้กุมอำนาจสูงสุดในตำหนักใน
หลี่จิ่งเทียนหัวเราะในลำคอ ใบหน้าอวบอิ่มขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโกรธระคนหวาดระแวง เขาเป็นถึงผู้จัดการโรงงานผู้ทรงอิทธิพล มีเส้นสายโยงใยกับพรรคคอมมิวนิสต์สายฮาร์ดไลน์ เหตุใดจึงต้องมานั่งหวาดกลัวแม่บ้านอาสาผู้ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนาง สตรีผู้นี้เพิ่งจะย้ายติดตามสามีที่เป็นเพียงช่างตีเหล็กตกอับมายังนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ได้ไม่นาน แต่กลับสามารถดึงดันเสนอร่างกฎระเบียบการผลิตใหม่ จนทำให้แผนการยักยอกเหล็กกล้าของเขาต้องสะดุดลงทีละน้อย
"สหายเซี่ย... ระวังคำพูดให้ดี การประชุมข้ามหน่วยงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเหล็กในวันนี้ เป็นวาระของคณะกรรมการพรรค หาใช่เรื่องเล่นๆ ในเรือนหลังของท่านไม่ ท่านเป็นเพียงภรรยาของสหายกู้ มีสิทธิ์อันใดมานั่งก้าวก่ายอำนาจการบริหารของกรมอุตสาหกรรมเบา" หลี่จิ่งเทียนกระแทกแก้วน้ำชาลงบนโต๊ะจนน้ำกระเซ็นเปื้อนเอกสารลับ
เซี่ยหว่านหนิงไม่สะทกสะท้าน นางรินน้ำชาเติมลงในถ้วยของเขาอย่างใจเย็น ท่วงท่าการรินชาเยือกเย็นและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมพัด "สิทธิ์หรือคะ? ...สิทธิ์ในการชี้เป็นชี้ตายอนาคตของท่านอย่างไรเล่าคะ"
นางวางกาชาลง ปรายสายตาไปยังแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ตรงกลาง มันคือบัญชีรายชื่อการเบิกจ่ายวัตถุดิบที่ถูกปลอมแปลง ซึ่งกู้เหยียนจวินสามีของนางแอบไปสืบมาได้จากห้องใต้ดินของคลังสินค้า แม้ภายนอกกู้เหยียนจวินจะเป็นเพียงหัวหน้าแผนกผลิตผู้เงียบขรึม เย็นชา และดุร้ายราวกับพยัคฆ์ซุ่มเงียบในพงไพร แต่ความเฉียบคมในการคำนวณตัวเลขและการหาหลักฐานของเขานั้น ไร้ที่ติยิ่งกว่าขุนนางผู้ตรวจการแผ่นดินในอดีต
"ท่านคิดว่าเอกสารชุดนี้ หากส่งไปถึงโต๊ะสอบสวนกลางของมณฑลในคืนนี้... ตำแหน่งผู้จัดการโรงงานของท่าน จะยังคงมั่นคงดั่งภูเขาไท่ซานอยู่หรือไม่คะ สหายหลี่?"
เสียงหวานเอ่ยถามอย่างใจเย็น แต่มันกลับทำให้หลี่จิ่งเทียนหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าหากเรื่องการทุจริตนี้แดงขึ้น หัวของเขาคงหลุดจากบ่า หรืออย่างน้อยก็ต้องไปใช้แรงงานในเหมืองเกลือมณฑลชิงไห่จนตายอย่างอนาถ
ในจังหวะที่บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดจนแทบจะขาดผึ่ง ประตูไม้สักบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีเขียวเข้มทหารผ่านศึกก้าวเข้ามา กลิ่นอายความหนתเหน็บดุจน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ กู้เหยียนจวิน... สามีของนางปรากฏกายขึ้นแล้ว ดวงตาคมกราบลึกลึกลับคู่นั้นกวาดมองผู้จัดการหลี่เพียงแวบเดียว ทว่ากลับทรงพลังกดดันเสียยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย
กู้เหยียนจวินเดินตรงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ของเซี่ยหว่านหนิง มือหนาหยาบกร้านจากการจับอาวุธและเหล็กกล้าวางลงบนพนักพิงเก้าอี้อย่างถือสิทธิ์ ท่าทีปกป้องผู้เป็นภรรยาอย่างเปิดเผยนั้นเด่นชัด ราวกับราชสีห์หนุ่มที่พร้อมจะขยี้คอหอยศัตรูผู้ใดก็ตามที่กล้าสบตากับภรรยาของตน
"ภรรยาของข้า เจรจาไปถึงไหนแล้ว?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม ร่างกายกำยำแฝงกลิ่นอายอันตรายที่ทำให้หลี่จิ่งเทียนตัวสั่นเทา
"กำลังจะจบลงด้วยดีค่ะ ท่านพี่..." เซี่ยหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี รอยยิ้มพึงใจระบายบนเรียวปาก "สหายหลี่เขากำลังจะลงนามในบันทึกข้อตกลง โอนอำนาจการตรวจสอบคลังสินค้าทั้งหมดมาไว้ใต้สังกัดของแผนกเราแล้วค่ะ"
หลี่จิ่งเทียนมองคนทั้งสองสลับกันอย่างหมดทางสู้ เขากัดฟันกรอด มือที่ถือปากกาหมึกซึมสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ อำนาจทั้งหมดที่เขาใช้เวลาสะสมมานานหลายปี บัดนี้กำลังจะถูกสตรีผู้เดียวสลายจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยถ้วยชาเพียงถ้วยเดียว
ทว่า... ในวินาทีที่หลี่จิ่งเทียนกำลังจะจรดปลายปากกาลงบนกระดาษสัญญา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารคนสนิทที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง
"ท่านหัวหน้ากู้! สหายเซี่ย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ..."
เจ้าหน้าที่นายนั้นหอบหายใจโยนโทรเลขฉุกเฉินลงบนโต๊ะ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "เมื่อครู่มีคำสั่งด่วนที่สุดจากส่วนกลาง... สำนักเลขาธิการพรรคประจำเมืองหลวง มีคำสั่งปลดและอายัดตัวบุคคลระดับสูงในกรมอุตสาหกรรมทันที และ... และชื่อแรกในรายชื่อผู้ต้องสงสัยคดีกบฏและสมคบคิดกับต่างชาติ คือ... คือชื่อของท่านหัวหน้ากู้เองขอรับ!"
ถ้วยกระเบื้องเคลือบในมือของเซี่ยหว่านหนิงร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีเขียวมรกตไหลนองเปรอะเปื้อนพรมสีแดง ราวกับหยาดโลหิตที่หลั่งรินท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว กู้เหยียนจวินหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างทันที ทว่ามุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน ท่ามกลางเกมอำนาจที่พลิกผันราวกับพลิกฝ่ามือนี้ มีเพียงสายตาของเซี่ยหว่านหนิงที่ยังคงนิ่งสงบดั่งห้วงมหาสมุทร แต่นางรู้ดีว่า... เบื้องหลังคำสั่งด่วนจากเมืองหลวงในค่ำคืนนี้ มีเงาของศัตรูเก่าจากชาติภพก่อนซ่อนอยู่ และมันกำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัวพวกเขาทั้งสองคนแล้ว
...โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" นะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 16
จิบชาสนทนาการเมือง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!