กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 8

เศษเสี้ยวความทรงจำ

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายความเย็นเยียบของกระดาษไขเคลือบไขผึ้งหลวงโชยแตะจมูก ราวกับลมหนาวจากตำหนักในเมื่อครั้งอดีตชาติพัดผ่านทะลุมิติเวลามาปะทะผิวหน้า เซี่ยหยังหนิงพลอยกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ตราประทับครั่งสีชาดรูปมังกรห้าเล็บที่ผนึกอยู่บนซองเอกสารนั้น ประณีตบรรจงและคมชัดราวกับเพิ่งถูกกดลงไปเมื่อวานนี้เอง—รอยประทับที่นางเคยใช้ปลายเล็บตรวจทานความถูกต้องด้วยความระมัดระวังยามอยู่เบื้องพระพักตร์ ดวงตาหงส์หรี่แคบลงเล็กน้อย สัญชาตญาณของอดีตราชครูหญิงผู้กุมอำนาจเงาในราชสำนักสั่งให้สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ราชประกาศิตลับฉบับนี้ไม่ควรมาปรากฏอยู่ ณ นิคมอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักแห่งมณฑลทางเหนือ ในยุคสมัยที่ผู้คนยังสวมเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าและถือสมุดปกแดงเล่มเล็ก "เอกสารสำคัญจากส่วนกลาง... สหายเซี่ยคิดว่ามันคืออะไรหรือ?" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นเหนือศีรษะ กู้เหยียนจวินก้าวเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ร่างสูงใหญ่ในชุดช่างเครื่องสีน้ำเงินเข้มเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องให้ความรู้สึกกดดันและอันตรายไม่ต่างจากแม่ทัพผู้คุมกองทัพประจิม แววตาคมกริบราวกับพยัคฆ์ซ่อนเล็บคู่นั้นไม่ได้ทอดมองซองเอกสารในมือ ชายหนุ่มกำลังจ้องมอง *'ปฏิกิริยา'* ของนาง หยังหนิงสะดุ้งเล็กน้อย—เพียงเสี้ยววินาทีที่รอดพ้นจากสายตาคนทั่วไป แต่มันกลับไม่รอดพ้นจากดวงตาของกู้เหยียนจวิน นางรีบดึงสติกลับมา ซ่อนประกายความตกใจไว้ภายใต้รอยยิ้มเรียบเฉยตามแบบฉบับภรรยาชาวนาผู้เรียบร้อยที่เขารู้จัก "ฉัน... ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะคะ สหายกู้ เอกสารราชการของทางการ ย่อมเป็นเรื่องของโรงงานและพรรคไม่ใช่หรือคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามบังคับไม่ให้ปลายนิ้วที่ถือซองเอกสารสั่นเทา กู้เหยียนจวินไม่ขยับเขยื้อน เขายื่นมือหนาหยาบกร้านจากการจับประแจและเหล็กกล้าเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วสอบแตะลงบนมุมซองเอกสารเบาๆ ราวกับการหยั่งเชิง "นั่นสินะ... แต่แปลกจริง สหายเซี่ยผู้ไม่เคยแม้แต่จะอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เหตุใดจึงจ้องมองตราประทับบนนั้นด้วยสายตาที่ราวกับ... กำลังอ่านบัญชีลับของราชสำนักโบราณกันเล่า?" คำพูดเรียบง่ายแต่เฉียบคมราwithใบมีดโกน ทำเอาหัวใจของหยังหนิงกระตุกวูบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาแสดงความระแวงแคลงใจ ชายผู้นี้มีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมผิดมนุษย์ แม้ภายนอกจะสวมบทบาทเป็นหัวหน้าแผนกผู้เคร่งขรึมและอุทิศตนให้งานอุตสาหกรรม แต่เนื้อแท้ของเขากลับซ่อนความดุร้ายและความระมัดระวังตัวระดับเดียวกับขุนศึกผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ในสายตาของกู้เหยียนจวิน... นางในยามนี้ช่างแตกต่างจาก "เซี่ยหยังหนิง" คนเดิมราวฟ้ากับเหว หญิงสาวผู้เคยขี้ขลาดตาขาวและยอมก้มหัวให้คนในครอบครัวรังแก บัดนี้กลับมีความรู้กว้างขวาง สายตาที่ใช้มองเกมการเมืองในโรงงานเฉียบคมราwithเซียนหมาก และที่สำคัญ... ท่วงท่าการยืน การเดิน หรือแม้แต่การหายใจ ล้วนสง่างามราวกับสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ "สหายกู้คงจะตาฝาดไปแล้วกระมั้งคะ" หยังหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายกลกลบเกลื่อนความร้อนรนในใจ "ฉันเป็นแค่แม่บ้านโรงงานธรรมดา จะไปรู้จักตราประทับโบราณอะไรกันเล่าคะ... หรือว่าช่วงนี้คุณทำงานหนักเกินไป จนเริ่มเห็นภาพหลอนแล้วล่ะคะ?" การตอบโต้ด้วยการย้อนถามและรอยยิ้มเย้าแหย่แบบนี้ คือเกราะป้องกันตัวที่นางใช้มาตลอดหลายสัปดาห์ แต่ทว่า... ครั้งนี้กู้เหยียนจวินไม่ถอย ร่างสูงโน้มตัวลงมาจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกลิ่นจารบีและเหล็กกล้าอบอวลอยู่รอบตัว ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มของนาง สติสัมปชัญญะของอดีตราชครูหญิงที่เคยเยือกเย็นมาตลอดเริ่มปั่นป่วนด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวสามีในนามผู้นี้ "ภาพหลอนอย่างนั้นหรือ..." เสียงกระซิบต่ำทุ้มดังชิดริมฝีปากของนาง แววตาของกู้เหยียนจวินหรี่ลง ลึกล้ำและดุดันราวกับต้องการจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังร่างนี้ "หว่านหนิง... เธอกล้าพูดเต็มปากหรือไม่ ว่าในร่างนี้... คือภรรยาที่ฉันแต่งเข้าบ้านมาจริงๆ?" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงัน เสียงเครื่องจักรในโรงงานที่ดังอึกทึกในยามปกติพลันเงียบหายไปในโสตประสาท เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นระรัวแข่งกัน หยังหนิงเม้มริมฝีปากแน่น สมองหมุนติ้วอย่างบ้าคลั่ง นางจะตอบอย่างไรดี? หากปฏิเสธเสียงแข็งเกินไป เขายิ่งสงสัย แต่หากยอมรับ... ความลับเรื่องการทะลุมิติอาจนำพาหายนะมาสู่ตัวนางเองในยุคที่ความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจและงายงายถูกกวาดล้างอย่างรุนแรงเช่นนี้ ทว่า ก่อนที่นางจะได้กล่าวคำแก้ตัวใดๆ ออกไป ปลายนี้วที่หยาบกร้านของกู้เหยียนจวินก็เอื้อมขึ้นมาแตะเบาๆ ที่เส้นผมลอนที่หลุดลุ่ยข้างขมับของนาง สัมผัสนั้นแผ่วเบา ทว่ามั่นคงและเต็มไปด้วยความลุ่มลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง "ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร... หรือมาจากที่ใดก็ตาม" เสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย แต่นัยน์ตายังคงความดุร้ายและมั่นคงดั่งหินผา "แต่อย่าได้คิดหนีจากเงื้อมมือฉันเป็นอันขาด..." ปัง! เสียงประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของหลี่จิ่งเทียน ผู้จัดการโรงงานผู้ทะเยอทะยาน ที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือดและเนื้อตัวสั่นเทา ในมือของเขากำโทรศัพท์ฉุกเฉินไว้แน่น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "สหายกู้! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ทางเบื้องบน... ทางเมืองหลวงส่งโทรด่วนพิเศษมาแจ้งว่า..." หลี่จิ่งเทียนหอบหายใจถี่กระชั้น กวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยความตื่นตระหนก "มีคำสั่งลับสุดยอด... ให้ตรวจสอบ 'ตัวตนที่แท้จริง' ของบุคคลในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ที่มีประวัติซับซ้อน โดยเฉพาะ... ตระกูลของพวกคุณ!" กู้เหยียนจวินชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบหันไปจ้องมองหลี่จิ่งเทียนทันที ขณะที่เซี่ยหยังหนิงพลันหน้าถอดสี มือที่ถือซองเอกสารราชประกาศิตลับเผลอกำแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา เงื่อนงำในอดีตชาติและปริศนาในยุคปัจจุบันกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง... ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" นะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%