เสียงไม้สนผุพังลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับกระดูกที่ถูกบดขยี้ แรงกระแทกจากภายนอกทำให้บานประตูสั่นสะเทือนจนฝุ่นผงคั่งค้างร่วงหล่นลงมาดั่งหิมะโปรยปราย กู้เหยียนจวินขมวดมวลคิ้วเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบเหลือบมองหน้าประตูสลับกับใบหน้าของหญิงสาวที่ยังคงสงบนิ่งราวกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว มือหนาคว้าข้อแขนเรียวของเซี่ยหว่านหนิงไว้โดยสัญชาตญาณเพื่อดึงหลบไปในมุมมืดหลังชั้นวางเหล็ก ขณะที่มืออีกข้างกำลังจะเอื้อมไปปลดกลอนประตูไม้เก่าๆ ที่กำลังถูกกระแทกจากด้านนอกอย่างบ้าคลั่ง...
ทว่า เซี่ยหว่านหนิงกลับตวัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวลแต่ว่องไว ปลายเรียวนิ้วขาวผ่องแตะลงบนท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม สายตาคู่นคมดั่งหงส์กวาดมองคราบน้ำมันเตาและเศษเหล็กเกลื่อนกลาดบนพื้น ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่สงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึกไร้ระลอกคลื่น
"อย่าเพิ่งเปิดค่ะ ท่านหัวหน้ากู้..." น้ำเสียงหวานกังวานทว่าราบเรียบกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ร่วง "หากท่านเปิดออกไปตอนนี้ มิใช่เท่ากับตบะที่อุตส่าห์อดทนมาครึ่งค่อนวันต้องสูญเปล่าหรอกหรือ? คนที่อยู่นอกประตูกลุ่มนั้น... หาใช่คนงานที่กำลังเดือดร้อนจากปัญหาเตาหลอมไม่ แต่เป็นสุนัขรับใช้ที่ถูกปล่อยให้มาขุดหลุมพรางฝังกลบพวกเราต่างหาก"
กู้เหยียนจวินชะงักงัน กล้ามเนื้อสันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น สัญชาตญาณนักรบที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนบอกให้เขาระแวดระวัง แต่ความเฉียบคมในคำพูดของภรรยาผู้เคยเป็นถึงราชครูหญิงในมิติก่อน กลับทำให้เขาต้องยอมลดมือลงชั่วขณะ ความมืดสลัวภายในห้องเก็บเครื่องมือสะท้อนเงาร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนได้ยินเสียงลมหายใจ กลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นเหล็กกล้าและน้ำมันเครื่องผสมผสานกับกลิ่นกายหอมละมุนจางๆ คล้ายดอกเหมยหลอมรวมกันในบรรยากาศที่ตึงเครียดระอุ
*ปัง!*
คราวนี้บานประตูไม้เก่าหลุดออกจากวงกบกระเด็นกระดอนตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว ร่างอวบอ้วนท้วมของหลี่จิ่งเทียน ผู้จัดการโรงงานผู้สวมเสื้อเชื้อเพลิงสีเทาเก่าๆ แต่สวมนาฬิกาข้อมือเรือนทองวาววับก้าวเข้ามาพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคนงานอีกสามคน ใบหน้าของหลี่จิ่งเทียนบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน ดวงตาหรี่เล็กกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างทั้งสองซึ่งยืนอยู่เคียงกันในมุมมืด
"โอ้... นี่กระมังที่เขาเรียกกันว่า คู่สามีภรรยาผู้รักใคร่กลมเกลียวจนต้องหลบมาสุมหัวกันในมุมอับยามงานการมีปัญหา?" หลี่จิ่งเทียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหลมสูงบาดหู "โรงงานเหล็กแห่งนี้กำลังจะพังพินาศเพราะเตาหลอมหมายเลขสามระเบิดจนเหล็กดิบเสียหายไปครึ่งคลังสินค้า แต่หัวหน้าแผนกผลิตกู้กลับมุดหัวอยู่กับภรรยาในห้องเก็บของลับตาคนเช่นนี้! หากรายงานเรื่องนี้ไปถึงคณะกรรมการปฏิวัติ... หึๆ เจ้าคิดว่าตำแหน่งหัวหน้าแผนกของเจ้าจะรักษาไว้ได้อีกนานสักเท่าใดกัน กู้เหยียนจวิน!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ กู้เหยียนจวินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีความกดดันอันเยือกเย็นออกมาราวกับพญาเสือดาวที่พร้อมขย้ำเหยื่อ ดวงตาคมกริบดุจใบมีดโกนจ้องมองหลี่จิ่งเทียนโดยไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ความกดดันมหาศาลนี้ทำให้พวกชายฉกรรจ์ที่ติดตามมาถึงกับผถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดหวั่นโดยสัญชาตญาณ
ทว่า ก่อนที่กู้เหยียนจวินจะได้เอ่ยปากวาจาใด เซี่ยหว่านหนิงกลับก้าวเท้าออกมาจากมุมมืด ร่างระหงในชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีทึบของยุค 70 หาได้ลดทอนสง่าราศีอันสูงส่งของนางลงแม้แต่น้อย นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ฉาบเคลือบด้วยความเยียบเย็น ท่าทีสง่างามราวกับฮองเฮากำลังเสด็จออกว่าราชการหลังม่านมุก ทำให้หลี่จิ่งเทียนถึงกับชะงักค้างไปชั่วขณะ
"ผู้จัดการหลี่กล่าวหาได้หนักหนingนักนะคะ..." เซี่ยหว่านหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะ แต่กังวานชัดเจนทุกถ้อยคำ "การที่สามีของดิฉันเข้ามาตรวจสอบห้องเก็บเครื่องมือ ย่อมเป็นไปเพื่อหาต้นตอความเสียหายของเตาหลอมหมายเลขสาม หาใช่การมา 'สุมหัว' อย่างที่ท่านใช้สำนวนอันต่ำช้าเปรียบเปรยไม่... หรือว่า... ท่านเองที่เป็นคนร้อนรนจนต้องรีบร้อนพังประตูเข้ามา ด้วยเกรงว่าพวกเราจะ 'บังเอิญ' พบหลักฐานบางอย่างที่ท่านจงใจซุกซ่อนไว้กันแน่คะ?"
ประโยคสุดท้ายเปรียบเสมือนเข็มเล่มยาวที่พุ่งตรงปักกลางใจ หลี่จิ่งเทียนหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาบึ้งตึงแล้วแค่น
"เหลวไหล! นังนี่เป็นแค่เมียชาวนาบ้านนอก รู้เรื่องเครื่องจักรกลโรงงานเหล็กอะไรกัน ถึงกล้ามากล่าวหาฉัน!" หลี่จิ่งเทียนตวาดเสียงกร้าว ใบหน้าอวบอูมแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหญิงสาวจับไต๋ได้ "ในเมื่อพวกแกยังดื้อแพ่ง ไม่ยอมรับความผิดที่บริหารงานจนเตาหลอมพังเสียหาย ฉันในฐานะผู้จัดการโรงงานขอใช้อำนาจสั่งพักงานพวกแกตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป! และเตรียมตัวรับการสอบสวนจากพรรคได้เลย!"
กู้เหยียนจวินขยับกายเตรียมจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนตาแก่ปากมากคนนี้ให้หลาบจำ แต่เซี่ยหว่านหนิงกลับเอื้อมมือไปแตะชายเสื้อของเขาไว้เบื้องหลังอย่างแผ่วเบา นางก้าวออกไปเผชิญหน้ากับหลี่จิ่งเทียนโดยตรง รอยยิ้มบนเรียวปากงดงามหยาดเยิ้มแต่แฝงด้วยพิษสงร้ายกาจยิ่งกว่าน้ำตาลเคลือบยาพิษ
"พักงานพวกเรา? เกรงว่าผู้จัดการหลี่จะใช้สิทธิ์เกินกว่าเหตุไปสักหน่อยกระมังคะ..." นางทอดเสียงยาวอย่างใจเย็น ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริกของหลี่จิ่งเทียน "ท่านบอกว่าเตาหลอมหมายเลขสามระเบิดเพราะความผิดพลาดในการควบคุมอุณหภูมิของสามีดิฉัน... แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่า สมุดบันทึกการจ่ายกระแสไฟและปริมาณถ่านหินประจำกะ เป็นหน้าที่ของใครดูแล? และเศษเหล็กหล่อที่ถูกผสมสารเคมีเจือปนจนเนื้อเหล็กเปราะบางแตกหักง่ายเช่นนั้น... ต่อให้เป็นเซียนเหยียบเมฆมาควบคุม ก็ย่อมต้องระเบิดเป็นจุลอยู่ดี!"
สิ้นคำพูดของเซี่ยหว่านหนิง บรรยากาศภายในห้องเก็บเครื่องมือถึงกับเงียบกริบลงทันที หลี่จิ่งเทียนเบิกตากว้างจนแทบถลน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากยับย่น เขาไม่คาดคิดเลยว่า หญิงสาวบ้านนอกผู้นี้จะมีความรู้เรื่องโลหะวิทยาขั้นสูง และมองทะลุปรุโปร่งถึงเล่ห์กลการสับเปลี่ยนวัตถุดิบที่เขาแอบทำไว้ในยามวิกาล
"เธอ... เธอพูดจาเพ้อเจ้ออะไร! มีหลักฐานที่ไหนกัน!" หลี่จิ่งเทียนเสียงสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว พยายามกลบเกลื่อนความพิรุธ
เซี่ยหว่านหนิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ดพรงพรายด้วยความเย้ยหยัน นางก้าวเข้าไปใกล้หลี่จิ่งเทียนทีละก้าว จนอีกฝ่ายต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว
"หลักฐานหรือคะ? อยู่ที่ก้นเตาหลอมหมายเลขสามอย่างไรล่ะคะ..." นางกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทรงพลังดั่งค้อนเหล็กทุบลงกลางอก "และหากท่านยังไม่ยอมถอนคำสั่งพักงานนี้ภายในสามวินาทีนี้... ดิฉันเกรงว่า สมุดบัญชีลับที่ท่านบันทึกการยักยอกวัตถุดิบเหล็กส่งขายตลาดมืดเมื่อเดือนก่อน อาจจะไปปรากฏอยู่บนโต๊ะทำงานของท่านเลขาธิการพรรคประจำเขต ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้าเสียกระมังคะ..."
หลี่จิ่งเทียนหน้าซีดเผือดราวกับคนตายซาก ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก เขากวาดสายตามองหน้าเซี่ยหว่านหนิงสลับกับกู้เหยียนจวินผู้ยืนคุมเชิงด้วยแววตาดุร้ายดุจพญาอินทรีที่รอขย้ำเหยื่อ ความหนาวยะเยือกแล่นริ้วจากสันหลังขึ้นสู่ท้ายทอยจนเข่าแทบทรุด
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องกังวานของเจ้าหน้าที่ตรวจการพิเศษจากส่วนกลางที่เพิ่งเดินทางมาถึงกะทันหัน!
"ใครคือผู้รับผิดชอบโรงงานเหล็กแห่งนี้! ออกมารับราชโองการ... ม่ะ ไม่ใช่! ออกมารับ 'คำสั่งตรวจสอบด่วนที่สุด' จากส่วนกลางเดี๋ยวนี้!"
เซี่ยหว่านหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางหันไปสบตากับกู้เหยียนจวินที่มองนางด้วยความทึ่งแกแกมหลงใหลในคราเดียวกัน ก่อนที่เสียงเคาะฝ่ามือครั้งสุดท้ายจะหยุดลงพร้อมกับการปรากฏกายของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาเยือนในสถานที่อับทึบเช่นนี้...
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ส้มหวานมิติลับขอตัวไปจิบชาร้อนๆ รอชมความฉิบหายของตัวร้ายในตอนหน้าก่อนค่ะ!
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 3
เล่ห์กลในโรงงานเหล็ก
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!