แฟ้มเอกสารปกหนังแกะสีเลือดหมูถูกกระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า จนเสียงนั้นดังสนั่นก้องห้องทำงานผู้จัดการ เสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่เคลือบรอยเยาะหยันของหลี่จิ่งเทียนทำให้บรรยากาศรอบกายอึมครึมราวกับเมฆฝนตั้งเค้า
"วัตถุดิบเหล็กกล้าล็อตสุดท้ายจากเขตเหนือถูกอายัดไว้ที่ด่านตรวจทั้งหมดแล้วครับคุณเซี่ย..." หลี่จิ่งเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จงใจลากยาว เขายกมือขึ้นกอดอก สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองสตรีตรงหน้า "นโยบายการควบคุมโควตาเหล็กของกระทรวงอุตสาหกรรมในยุคนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนระดับคุณจะเข้าไปก้าวก่ายได้ง่ายๆ หรอกนะ หว่านหนิง... เกรงว่าสายการผลิตของสามีคุณในแผนกเหล็กกล้า คงต้องหยุดชะงักลงภายในสามวันนับจากนี้เป็นแน่"
เซี่ยหว่านหนิงไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางยังคงนั่งตัวตรงสง่างามหลังโต๊ะทำงาน รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปากดั่งดอกเหมยหยาดน้ำค้างยามเหมันต์ มือเรียวบางในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายถักทอประณีตตามแบบฉบับสตรีผู้ดีเก่า บรรจงวางปากกาหมึกซึมลงบนแท่นวางอย่างเชื่องช้า ท่าทีเยือกเย็นและสงบนิ่งของนางยิ่งสร้างความขัดเคืองใจให้แก่ชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยานผู้นี้อย่างยิ่ง
"กฎเกณฑ์มีไว้เพื่อควบคุมผู้ที่ไร้ซึ่งหนทาง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญา... กฎเกณฑ์ก็เป็นเพียงเส้นด้ายบางๆ ที่รอวันถูกดึงให้ขาดออกจากกันเท่านั้นค่ะผู้จัดการหลี่"
เสียงหวานใสแต่ทว่ากังวานลึกดั่งระฆังหยกเอ่ยตอบอย่างไม่เกรงกลัว นางเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาโดยตรง นัยน์ตาคู่คมปลาบดุจดั่งกุนซือหญิงผู้กุมชะตากรรมของราชสำนักในอดีตชาติ ฉายแววเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนหลี่จิ่งเทียนต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มในอก
ในยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบนี้ โรงงานอุตสาหกรรมเหล็กกล้าคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ แต่เบื้องหลังความเจริญก้าวหน้าทางเครื่องจักร กลับเต็มไปด้วยเกมการเมืองและการแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและใหม่ไม่ต่างจากราชสำนักในอดีต การขาดแคลนวัตถุดิบกะทันหันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่มันคือแผนการตัดแขนตัดขาเพื่อบีบคั้นให้ครอบครัวของกู้เหยียนจวินต้องสยบยอม
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่เคาะขออนุญาต กู้เหยียนจวินก้าวเข้ามาด้วยร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมคนงานที่เปื้อนคราบเขม่าควันจางๆ ทว่าท่าทางกลับสง่างามน่าเกรงขามดั่งแม่ทัพสนามรบที่เพิ่งคว้าชัยชนะ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทอดมองไปยังเอกสารบนโต๊ะก่อนจะเบนมาหยุดอยู่ที่ภรรยาหลวง ทันทีที่สบตากับเซี่ยหว่านหนิง แววตาดุดันและเยือกเย็นคู่นั้นก็ทอประกายความอ่อนโยนลึกล้ำราวกับหินผาที่ยอมสยบให้แก่สายน้ำอันเชี่ยวกรากเพียงหนึ่งเดียว
"เกิดอะไรขึ้น หว่านหนิง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่ทำให้หลี่จิ่งเทียนถึงกับต้องขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ไม่มีอะไรที่รับมือไม่ได้ค่ะพี่เหยียนจวิน" หว่านหนิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นางเดินเข้าไปใกล้สามี มือเรียวยื่นออกไปจัดปกเสื้อที่พับงอให้อย่างเบามือและนุ่มนวล สัมผัสแผ่วเบานี้คือรหัสลับทางใจที่ทั้งสองเข้าใจกันเป็นอย่างดีในท่ามกลางศึกกระหน่ำ "เพียงแต่มีคนบางคนพยายามจะใช้ไม้ตายสุดท้ายเพื่อบีบให้เราคุกเข่า... น่าเสียดายที่พวกเขาประเมินค่าของพวกเราต่ำเกินไป"
หลี่จิ่งเทียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความหมั่นไส้ "ปากกล้าเสียจริงคุณเซี่ย! ต่อให้คุณฉลาดล้ำเลิศแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเหล็กดิบป้อนเข้าเตาหลอม ถึงมือปาฏิหาริย์จากฟ้าก็ช่วยกู้วิกฤตโรงงานในสัปดาห์นี้ไม่ได้หรอกจำไว้!"
กู้เหยียนจวินหันขวับไปมองคู่แข่งทางการเมืองด้วยแววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายจ้องเหยื่อ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาจนอากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงวูบหนึ่ง "ถ้าโรงงานของฉันต้องหยุดชะงักเพราะฝีมือของพวกสุนัขลอบกัด แกก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋าออกจากเมืองนี้ไปได้เลยหลี่จิ่งเทียน... ฉันไม่สนหรอกว่าเบื้องหลังแกจะมีใครหนุนหลังอยู่"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกได้ เสียงเครื่องจักรกลอุตสาหกรรมจากภายนอกยังคงคำรามก้อง แต่มันกลับขับเน้นให้ความเงียบงันภายในห้องนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เซี่ยหว่านหนิงวางมือเรียวลงบนท่อนแขนแกร่งของสามี เป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ นางส่งยิ้มบางเบาให้สามีก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับหลี่จิ่งเทียนอีกครั้ง
"ถ้าเช่นนั้น... เรามาพนันกันไหมคะผู้จัดการหลี่" หว่านหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังชวนดื่มชาในยามบ่าย "ภายในเจ็ดวันนับจากนี้ หากฉันไม่สามารถหาวัตถุดิบเหล็กกล้าเข้ามาเติมเต็มสายการผลิตได้ ครอบครัวของเราจะยอมถอนตัวออกจากโครงการนี้และมอบสิทธิ์ทั้งหมดให้คุณแต่เพียงผู้เดียว... แต่ถ้าฉันทำได้ คุณจะต้องคุกเข่าขอขมาต่อหน้าคนงานทั้งโรงงาน!"
หลี่จิ่งเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาด้วยความสะใจ "ดี! รับคำท้า! อย่าหาว่าฉันรังแกสตรีก็แล้วกัน หว่านหนิง... เตรียมตัวเก็บข้าวของกลับบ้านเดิมได้เลย!"
เมื่อหลี่จิ่งเทียนเดินพ้นประตูก็ลับตาไป กู้เหยียนจวินจึงดึงร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้แนบอก ไออุ่นจากอดีตขุนพลผู้แข็งกร้าวแผ่ซ่านปกป้องภรรยา นางซบหน้าลงกับแผงอกกว้าง สูดกลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเอาอนาคตของพวกเราไปเสี่ยงกับเกมบ้าบออะไร" เสียงทุ้มกระซิบถามข้างใบหู น้ำเสียงเจือความกังวลที่หาได้ยากยิ่ง
"ข้าไม่เคยเล่นเกมที่ตัวเองไม่มีวันชนะหรอกค่ะพี่เหยียนจวิน..." หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มมั่นใจ "เพราะจดหมายลับที่ท่านพ่อตาเคยส่งมอบให้ก่อนท่านจะจากไป... ถูกซ่อนไว้ในสถานที่ที่หลี่จิ่งเทียนไม่มีวันเอื้อมถึง และมันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะโค่นล้มเบื้องหลังของเขาในกระทรวงได้ในคราวเดียว"
ทว่า ในขณะที่ความหวังกำลังจุดประกายขึ้นในใจของทั้งสอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยจังหวะที่ผิดแปลกไปจากวิสัยปกติ ประตูไม้เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของเด็กส่งจดหมายประจำสถานีรถไฟยืนตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ในมือเล็กๆ กำโทรเลขฉบับหนึ่งไว้แน่นราวกับมันคืองูพิษ
"ค...คุณผู้หญิงครับ... มีโทรเลขด่วนที่สุดส่งตรงมาจากเมืองหลวง..." เด็กหนุ่มละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "แจ้งว่า... แจ้งว่าตระกูลเดิมของคุณที่เมืองหลวงถูกทางการสั่งกวาดล้างข้อหากบฏ และทรัพย์สินทั้งหมดถูกอายัดไว้โดยราชสำนัก... เอ๊ย สำนักงานใหญ่แล้วครับ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกไปกับ "ส้มหวานมิติลับ" นะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม•ตอนที่ 11
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคอุตสาหกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!