กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในสนามประลองรูปวงกลมขนาดมหึมา แรงกดดันจากเวทมนตร์ธาตุไฟของคู่ต่อสู้แผ่ซ่านจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
เอเลียส วอน เครสต์ ยืนนิ่งอยู่กลางลานประลองเบื้องหน้าอัฒจันทร์ที่ส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง ร่างกายของเขาไม่มีออร่าเวทมนตร์สีครามหรือประกายแสงเจิดจ้าเช่นเหล่านักเรียนสายเลือดบริสุทธิ์ มีเพียงความเงียบงันและความนิ่งสงบที่ฉาบอยู่บนใบหน้าคมคาย
"เด็กไร้พรสวรรค์อย่างแก ยังกล้าก้าวขาเข้ามาในลานประลองท้าทายตระกูลเวทโบราณอีกงั้นรึ?"
เสียงเยาะเย้ยถากถางดังมาจาก 'บาร์นส' ทายาทสายตรงแห่งตระกูลอัคคีโลหิต เขากวาดมือเรียกเปลวเพลิงสีชาดให้ลุกโชนท่วมศาสตราในมือ รัศมีความร้อนแผดเผาจนพื้นหินปูนใต้เท้าของเอเลียสเริ่มแตกร้าว
บนอัฒจันทร์ฝั่งผู้สังเกตการณ์ เซเลสทีน เดอ ลูมิแยร์ ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสีกุหลาบหม่นจ้องมองลงมาด้วยความกังวล มือเรียวบางกำชายเสื้อคลุมแน่นจนข้อต่องอขาว เธอรู้ดีกว่าใครว่าในกฎกติกาของ "สนามประลองสีเลือด" นี้ ไม่อนุญาตให้ใช้คทาหรือคาถาภายนอก เป็นการดวลกันด้วยแก่นแท้ของเวทมนตร์และทักษะกายภาพ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของเด็กหนุ่มผู้ไร้พลัง
แต่เอเลียสกลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
*‘เจ้ามนุษย์โง่เขลา... ปล่อยให้ข้าออกไปฉีกกระชากพวกมันเสียดีกว่า’*
เสียงกระซิบแหบพร่า เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่งดังขึ้นในห้วงความคิด—มันคือเสียงจากอาวุธต้องห้ามที่สิงสถิตอยู่ในจิตวิญญาณของเขา เอเลียสหลับตาลงเสี้ยววินาทีเพื่อกดข่มเสียงนั้นลงไป ความเชื่อมโยงระหว่างเขากับศาสตราไร้เสียงไม่ได้มีไว้เพื่อการฆ่าฟันอย่างไร้เหตุผล แต่มันคือภาระที่เขาต้องควบคุมให้อยู่หมัดด้วยสติปัญญา
"หุบปากซะ" เอเลียสพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ดวงตาสีรัตติกาลลืมขึ้นและจับจ้องไปยังทิศทางที่บาร์นสกำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง
ตูม!
เปลวเพลิงระเบิดออกเป็นวงกว้างเมื่อบาร์นสเหวี่ยงดาบเพลิงหมายจะผ่าร่างของเอเลียสเป็นสองซีก แต่ร่างของเด็กหนุ่มกลับหายไปจากจุดนั้นอย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว
"หนีหัวซุกหัวซุนเป็นหนูท่อไปได้สักกี่น้ำกัน!" บาร์นสคำรามอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อการโจมตีพลาดเป้า เขาเหวี่ยงดาบกวาดไปรอบทิศทางเพื่อค้นหาเหยื่อ
ทว่า เอเลียสไม่ได้วิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก เขากลับอาศัยจังหวะที่กลุ่มควันพรางตา พุ่งตัวเข้าหาจุดบอดทางด้านซ้ายของคู่ต่อสู้ ในเมื่อเขาไม่มีมานาไหลเวียนเพื่อสร้างโล่เวทป้องกัน เขาก็ต้องอ่านทิศทางการไหลเวียนของมานาในบรรยากาศแทน การเคลื่อนไหวของบาร์นสไม่ได้รวดเร็วไร้ที่ติ ทุกครั้งที่เหวี่ยงดาบ กล้ามเนื้อต้นแขนและข้อเท้าจะต้องเกร็งตัวล่วงหน้าเสี้ยววินาที—นั่นคือช่องโหว่ที่ตำราเวทมนตร์เล่มไหนก็ไม่เคยสอน แต่สายตาที่เฉียบคมจากการสังเกตการณ์นับครั้งไม่ถ้วนได้มอบมันให้เขา
ฉับพลัน เอเลียสพุ่งเข้าประชิดตัว พร้อมกับตวัดปลายเท้าเตะตัดขาของบาร์นสอย่างแม่นยำในจุดชีพจรเวท
*ปั๊ก!*
"อ๊ก!" บาร์นสเสียหลักเซถลาด้วยความตกใจ การไหลเวียนของมานาในร่างกายสะดุดกะทันหันจนเปลวเพลิงที่มือขวาดับวูบลงชั่วขณะ
เสียงฮือฮาจากอัฒจันทร์ดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ เหล่าอาจารย์ที่นั่งควบคุมการประลองต่างขมวดคิ้วมุ่น การใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดผสมผสานกับการทำลายจังหวะมานา เป็นสิ่งที่เด็กสายเวทมนตร์มักมองข้ามเพราะพึ่งพาแต่พลังทำ2ลายล้างของคาถา
"แก... แกทำอะไรวะ!" บาร์นสคำรามด้วยความอับอาย ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เขารวบรวมมานาที่เหลือทั้งหมดระเบิดออกมาเป็นคลื่นกระแทกวงกว้าง หวังจะกวาดล้างทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว
แรงระเบิดรุนแรงจนเอเลียสถูกซัดกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว รองเท้าหนังขูดกับพื้นหินจนเกิดประกายไฟ ร่างกายของเขาร้าวราญไปทั่วจากแรงกระแทก แต่เขายังคงฝืนทรงตัวให้อยู่ในท่าเตรียมพร้อม เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปากช้าๆ
เซเลสทีนบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว มือของเธอบีบราวระเบียงจนแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แม้เอเลียสจะแสดงให้เห็นถึงไหวพริบอันยอดเยี่ยม แต่ร่างกายเนื้อมนุษย์ธรรมดาย่อมมีขีดจำกัด การปะทะกับมานาบริสุทธิ์ระดับสูงซ้ำๆ จะทำให้เส้นชีพจรภายในของเขาเสียหายอย่างถาวร
"เอเลียส พอได้แล้ว..." เสียงพึมพำของเซเลสทีนหลุดออกมาเบาๆ ท่ามกลางเสียงเชียร์อึกทึก
ทว่า ในวินาทีที่บาร์นสกำลังเงื้อดาบเพลิงขึ้นสูงเพื่อปิดฉากการประลองครั้งนี้ด้วยการโจมตีครั้งสุดท้ายที่รุนแรงที่สุด เอเลียสกลับไม่ได้ถอยหนี เขากลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเด็กหนุ่ม
ดวงตาสีรัตติกาลสะท้อนภาพคมดาบที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา เสียงกระซิบในหัวเงียบงันลงไปชั่วขณะ ราวกับเวลากำลังเดินช้าลง บันทึกความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างสนามประลองและคุณสมบัติของเสาหินศิลาเวทที่เขาแอบอ่านมาจากห้องสมุดต้องห้ามเมื่อคืนนี้ผุดขึ้นมาในหัว
เขาไม่ได้ตั้งใจจะชนะด้วยกำลัง แต่เขาจะใช้พลังของคู่ต่อสู้เองเป็นอาวุธในการทำลายล้าง
เอเลียสย่อตัวลงต่ำ รอจนกระทั่งปลายดาบเพลิงอยู่ห่างจากใบหน้าเพียงคืบเดียว ก่อนจะใช้มือเปล่าคว้าจับเข้าที่ข้อมือของบาร์นสอย่างแม่นยำ พร้อมกับทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดเหวี่ยงร่างของอีกฝ่ายให้พุ่งชนเข้ากับเสาหินศิลาเวทประจำสนามประลองอย่างจัง!
*ตูมมมมม!*
แรงกระแทกมหาศาลทำให้เสาหินเวทมนตร์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระโบราณที่สลักไว้บนเสาส่องแสงวาบสีทองก่อนจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ มานาทั้งหมดที่บาร์นสสะสมไว้เพื่อโจมตีสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างของเจ้าตัวจนเกิดการระเบิดย้อนกลับอย่างรุนแรง
ร่างของบาร์นสกระเด็นกระดอนไปกับพื้นสนามและแน่นิ่งไปทันที ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งสนามประลอง ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มผู้ไร้เวทมนตร์จะสามารถพลิกสถานการณ์ด้วยการใช้สมองและไหวพริบเอาชนะทายาทตระกูลเวทผู้ยิ่งใหญ่ได้
เอเลียสยืนหอบหายใจรุนแรง เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย แต่แววตายังคงแน่วแน่ เขากวาดสายตาขึ้นไปยังอัฒจันทร์ ตั้งใจจะส่งยิ้มให้เซเลสทีนเพื่อบอกว่าเขาปลอดภัยดี
ทว่า เสียงปรบมือเยือกเย็นและช้าๆ กลับดังขึ้นจากมุมมืดใต้ซุ้มประตูทางเข้าสนามประลอง—เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมนักเวทสีขาวบริสุทธิ์ก้าวออกมาทีละน้อย ใบหน้าภายใต้ฮู้ดซ่อนรอยยิ้มปริศนาไว้ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจับจ้องตรงมาที่เอเลียสด้วยความสนใจใคร่รู้
"ช่างเป็นการคำนวณที่งดงามและน่าประทับใจเสียจริง... เจ้าหนูเครสต์"
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับแสงสว่างสีครามเข้มที่ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของแขกผู้มาเยือน—มันไม่ใช่มานาร, แต่มันคือพลังเวทต้องห้ามระดับสูงที่ถูกผนึกไว้ในหอคอยกลางที่ไม่มีใครเคยเข้าถึง และตราสัญลักษณ์ประจำตัวที่ปรากฏบนอากาศก็ทำให้เซเลสทีนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของเรานะคะ — แอสทริดธาตุมนต์
ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 7
สนามประลองสีเลือด
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!