ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 8

กลิ่นอายแห่งอดีต

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
“ของสิ่งนั้น... ไม่ควรมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ด้วยซ้ำค่ะ” น้ำเสียงของเซเลสทีนสั่นเครือจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ ดวงตาคู่สวยที่ปกติมักจะฉายแววเยือกเย็นและมั่นอกมั่นใจ บัดนี้กลับเบิกกว้างสะท้อนแสงสีครามเข้มที่กำลังเต้นระบำอยู่บนฝ่ามือของแขกผู้มาเยือน เงาร่างของตราสัญลักษณ์ประจำตัวที่ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศราวกับรอยแผลเป็นจากอดีต กำลังกรีดลึกลงไปในความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมานานแสนนาน เอเลียสขยับตัวเข้ามาบังร่างของหญิงสาวไว้ครึ่งก้าว สายตาคมกริบวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว แม้ในใจจะไร้ซึ่งมานาที่จะต่อ องค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมเวทมนตร์และอาวุธต้องห้ามที่สถิตอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขากำลังส่งเสียงเตือนภัยดังลั่น *“ระวัง... นั่นไม่ใช่พลังของมนุษย์ยุคนี้ เจ้าเด็กน้อย นั่นคือเศษเสี้ยวของ ‘หอคอยบรรพกาล’ ที่หลุดรอดออกมา”* เสียงทุ้มต่ำดังก้องในหัวของเอเลียส แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งถกเถียงกับเสียงปริศนาในจิตใจ “พวกคุณเป็นใครกันแน่ และเข้ามาในเขตหวงห้ามของหอคอยนี้ได้อย่างไร” เอเลียสเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด แขกผู้มาเยือนในชุดคลุมสีเข้มลดมือลง แสงสีครามมลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก “ระวังตัวแจเลยนะเด็กน้อย... สมแล้วที่เป็นผู้ถูกเลือกให้ถือครอง ‘ศัสตราเวทไร้เสียง’ แต่คนที่เจ้าควรระวังให้มากที่สุดในตอนนี้... ไม่ใช่พวกเราหรอก” ดวงตาคมกริบคู่นั้นเบนผ่านไหล่ของเอเลียสไปยังร่างที่ยืนแข็งค้างอยู่ด้านหลัง เซเลสทีนรู้สึกราวกับถูกกระชากกลับไปสู่วันคืนอันมืดมนวันนั้น วันที่ท้องฟ้าเหนือสถาบันเวทมนตร์แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด วันที่เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วทุกตารางนิ้ว เปลวเพลิงสีครามที่ลุกโชนอย่างไร้เสียงในวันนั้น... มันคือสิ่งเดียวกับที่เพิ่งปรากฏขึ้นเมื่อครู่ ภาพความทรงจำสีเทาหม่นไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก วันนั้นเธอยืนอยู่เบื้องหน้าประตูบานใหญ่ที่สลักลวดลายประหลาด ในมือถือแก่นพลังเวทที่บริสุทธิ์ที่สุดของตระกูล เธอมั่นใจในพรสวรรค์ มั่นใจในทฤษฎีขั้นสูงที่ร่ำเรียนมานับแรมปี แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ชัยชนะ หรือคำสรรเสริญเยินยอ แต่มันคือความว่างเปล่า ความรู้สึกยามที่สายใยระหว่างเธอกับมานาขาดสะบั้นลง ราวกับมีใครบางคนใช้มือเปล่าควักเอาดวงวิญญาณออกไปจากอก พลังเวททั้งหมดที่สะสมมาตลอดชีวิตสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวอย่างไร้เรี่ยวแรง ร่างกายเบ S และไร้น้ำหนัก ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของโลกใบนี้ที่ทอดทิ้งเธอให้กลายเป็นเพียง ‘เศษสวะไร้ค่า’ ที่แม้แต่เวทมนตร์ระดับฝึกหัดก็ยังใช้งานไม่ได้อีกต่อไป “เซเลสทีน...” เสียงเรียกแผ่วเบาของเอเลียสพร้อมกับสัมผัสอุ่นที่แตะลงบนหัวไหล่ ดึงเธอกลับคืนสู่ความเป็นจริง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหว เซเลสทีนซบหน้าลงกับฝ่ามือ พยายามควบคุมอาการตัวสั่นที่ไม่อาจหักห้ามได้ “ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะเอเลียส” เธอฝืนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า แม้ว่าขาทั้งสองข้างจะแทบแบกรับน้ำหนักตัวไว้ไม่ไหวแล้วก็ตาม แขกผู้มาเยือนทั้งสองไม่ได้ขยับเขยื้อnไปไหน พวกเขาเพียงแค่มองดูภาพนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ร่างของทั้งคู่จะค่อยๆ เลือนรางจางหายไปกับสายหมอกยามวิกาล ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษเสี้ยวความทรงจำอันเจ็บปวด ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องสมุดโบราณอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ดังสะท้อนก้อง เอเลียสไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เขาเพียงแต่ดึงร่างของหญิงสาวเข้ามาชิด ยืนเป็นหลักยึดเหนี่ยวให้เธอได้พักพิงในยามที่โลกทั้งใบกำลังพังทลายลงต่อหน้า มือหนาลูบหลังบางเบาๆ เป็นการปลอบโยนที่เงียบเชียบแต่ทรงพลังที่สุด “อดีต... มันช่างน่ารังเกียจเสียจริงนะคะเอเลียส” เซเลสทีนพึมพำกับอกเสื้อของเด็กหนุ่ม หยดน้ำตาอุ่นร้อนรินไหลอาบแก้ม “ฉันนึกว่าฉันลืมมันไปหมดแล้ว... นึกว่าความรู้และทฤษฎีบ้าๆ พวกนี้จะทดแทนพลังที่หายไปได้ แต่พอเห็นมันอีกครั้ง... ฉันถึงได้รู้ว่าตัวเองก็เป็นแค่คนขลาดเขลาที่ซ่อนตัวอยู่หลังกองตำรา” “คุณไม่ได้ขลาดเขลาหรอกครับเซเลสทีน” เอเลียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “คนที่อยู่รอดได้หลังจากสูญเสียทุกอย่างไป ไม่ใช่คนขลาด... แต่คือคนที่แข็งแกร่งต่างหาก” เซเลสทีนเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กหนุ่ม แววตาที่เคยหม่นหมองเริ่มมีประกายระยิบระยับขึ้นมาบ้าง ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อnคำใดออกมาบรรเทาความตึงเครียด บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน กริ๊ง... กริ๊ง... เสียงกระดิ่งโบราณที่แขวนอยู่หน้าประตูทางเข้าหอคอย ซึ่งถูกปิดตายและไม่มีใครใช้งานมานานนับร้อยปี... กลับดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัส ทั้งเอเลียสและเซเลสทีนชะביกักค้าง หันขวับไปมองยังทางเดินมืดมิดเบื้องล่างพร้อมกัน ที่ปลายบันไดวน... เงาร่างหนึ่งกำลังก้าวขึ้นมาทีละขั้นอย่างเชื่องช้า เสียงฝเท้ากระทบพื้นหินดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* หนักแน่นและทรงพลัง และในวินาทีที่แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือนคนใหม่ เซเลสทีนก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบถลนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เพราะใบหน้านั้น... คือใบหน้าของคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับเหตุการณ์ในอดีตเมื่อสิบปีก่อน... คนที่เป็นต้นเหตุทำให้เธอสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดกาล! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%