ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 14

รอยร้าวในผนึก

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
กลิ่นอายของโอโซนที่ถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูงจนฉุนกึก คละคลุ้งปะปนอยู่กับกลิ่นอายโลหะหนักและคราบเขม่าสีดำสนิท เป็นสิ่งที่เอเลียสสัมผัสได้ทันทีที่เปลือกตาเปิดขึ้น ไม่มีความฝัน ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของตัวเอง และแรงสั่นสะเทือนระดับเจ็ดริกเตอร์ที่สะท้านขึ้นมาจากพื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้า "ตั้งสติไว้ เอเลียส... ผนึกตรงโถงกลางกำลังจะรับไม่ไหวแล้วค่ะ!" เสียงของเซเลสทีนดังลอดผ่านความโกลาหลเข้ามา แว่นกรอบทองของเธอบิ่นเสียหายจนร้าวเป็นทางยาว เส้นผมสีเงินยวงที่เคยรวบไว้อย่างเรียบร้อยหลุดรุ่ยเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือเรียวบางทั้งสองข้างกำลังสั่นเทาขณะร่ายวงเวทย์สีครามซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เพื่อต้านทานแรงดันอากาศมหาศาลที่กำลังพยายามฉีกกระชากโครงสร้างของหอคอยเวทมนตร์ฝั่งตะวันออกให้เป็นจุล เอเลียสกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน เขาไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด แต่ดวงตาสีนิลคู่คมกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว—วิเคราะห์ แยกแยะ และคำนวณ ความเงียบงันภายในจิตใจของเขากำลังสั่นพ้องกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากดาบไร้คมข้างเอว เสียงนั้นไม่ได้คุกคาม แต่มันกำลังเตือนภัยด้วยความตื่นเต้น ราวกับนักล่าที่กำลังมองดูเหยื่อติดกับดัก เหตุการณ์ประหลาดนี้ปะทุขึ้นอย่างไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า ระหว่างคาบเรียนทฤษฎีเวทขั้นสูง จู่ๆ ผลึกศิลามานาโบราณที่ฝังอยู่ใต้รากฐานของโรงเรียนก็เกิดอาการ 'สำลัก' พลังงานดิบจำนวนมหาศาลออกมา ราวกับมีใครบางคนจงใจเปิดลิ้นชักความมืดที่ถูกปิดตายมานานนับร้อยปีให้ทะลักย้อนกลับขึ้นมาสู่เบื้องบน ตูม! แรงระเบิดระลอกใหม่ซัดเข้าใส่บาตรป้องกันของเซเลสทีนจนร่างบางเซถอยหลัง หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด หยดเลือดสดๆ ไหลรินลงมาจากมุมปากของเธอ "ไม่ไหว... โครงสร้างมานาในตำรารุ่นที่สามใช้ไม่ได้ผลกับความหนาแน่นระดับนี้ มันไม่ใช่เวทมนตร์จากธรรมชาติ แต่มันคือ..." เซเลสทีนพยายามเค้นเสียงพูดท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของหินที่กำลังปริร้าว แต่ความรู้ทางทฤษฎีทั้งหมดที่เธอสะสมมาตลอดชีวิตกลับไร้ความหมายต่อหน้าพลังงานดิบเถื่อนนี้ "เพราะมันไม่ใช่เวทมนตร์ที่ใช้ 'กฎ' ของโลกใบนี้ตั้งแต่แรกครับ... เอ๊ย... ค่ะ!" เอเลียสเผลอหลุดปากแก้ไขสรรพนามในใจอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงกฎเหล็กของสถานการณ์ เขาก้าวเข้ามาประคองไหล่บางของหญิงสาวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง พร้อมกับใช้มืออีกข้างดึงดาบไร้คมออกจากฝักอย่างเด็ดเดี่ยว สัมผัสเย็นยะเยือกของคมดาบแล่นพล่านเข้าสู่กระแสเลือดทันที เอเลียสไม่เคยมีพรสวรรค์ในการดึงมานาจากธรรมชาติ แต่เขามีสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า—ความสามารถในการ 'กลืนกิน' และ 'ปรับจูน' พลังงานแปลกปลอมให้กลายเป็นศูนย์ "เอเลียส คุณจะทำอะไร! การดูดซับแรงดันระดับนั้นโดยไม่มีวงแหวนรองรับ มันจะทำให้เส้นประสาทมานาของคุณระเบิดเป็นจุลนะคะ!" เซเลสทีนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มือที่สั่นเทาพยายามยื้อแขนเขาไว้ แต่กลับถูกสายตาที่นิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกของเด็กหนุ่มตรึงให้อยู่กับที่ "ผมไม่มีทางเลือก และคุณก็รู้ดีว่าไม่มีใครในหอคอยนี้ทนแรงกระแทកนี้ได้นานกว่าสิบวินาทีแล้ว..." เอเลียสกระซิบเสียงต่ำ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความกลัว แต่มันคือความท้าทาย ดวงตาของเอเลียสเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเมื่อพลังงานมหาศาลสีม่วงอมแดงทะลักเข้าสู่ร่างผ่านทางคมดาบ เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณโบราณที่ถูกกัก ขังดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท แต่มันถูกกดให้เงียบลงด้วยเจตจำนงอันแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มผู้ไร้เวทมนตร์ ความเจ็บปวดรา هاกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นริ้วไปทั่วกระดูก แต่เอเลียสยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นพลังสะท้อนกลับออกไปเพื่อต้านทานแรงระเบิดจากใจกลางหอคอย ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่แรงระเบิดสงบลงและความกดอากาศเริ่มคลายตัว เสียงกริ่งเตือนภัยระดับสูงสุดที่ดังระรัวทั่วทั้งสถาบันเวทมนตร์กลับหยุดชะงักลงอย่างไร้สาเหตุ ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที ตึก... ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ไม่ได้มาจากทิศทางของนักเรียนหรืออาจารย์คนใดดังขึ้นจากเบื้องล่าง มันเป็นจังหวะที่เชื่องช้า แต่มั่นคง ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่ทำให้เซเลสทีนถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความอึดอัด เอเลียสหรี่ตาลง มองผ่านกลุ่มควันสีดำที่ค่อยๆ จางลง ร่างของใครบางคนกำลังก้าวขึ้นมาจากบันไดวนที่ควรจะถูกปิดตายไปแล้วตั้งแต่ยุคสงครามเวทครั้งใหญ่ เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมโบราณสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากโลหะลวดลายประหลาด แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเอเลียสกระตุกวูบไม่ใช่บรรยากาศที่น่ากลัวนั้น... หากแต่เป็นละอองมานาสีทองคำขาวที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ซึ่งแผ่ออกมาจากตัวของแขกผู้มาเยือน "ในที่สุด... ข้าก็หาทางกลับมาจนได้ เจ้าหนูตระกูลวอน เครสต์" เสียงทุ้มต่ำราวกับมาจากห้วงลึกของก้นบึ้งเอื้อnเอ่ยขึ้น พร้อมกับหน้ากะโลหะที่ถูกถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้เอเลียสต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก—เพราะใบหน้านั้น... คือตัวของเขาเองในวัยที่เติบโตกว่านี้ถึงสิบปี! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%