"ภาพลวงตาชั้นเลิศ... หรือว่าคุณคือนักแปรธาตุสายเลือดโบราณที่เล่นตลกกับพันธุกรรมกันแน่"
น้ำเสียงของเอเลียสไม่ได้สั่นพร่า แม้หัวใจในอกจะกระหน่ำรัวรากลองศึกจนแทบทะลุกระดูกซี่โครง ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังใบหน้าของชายผู้สวมหน้ากากโลหะที่เพิ่งถูกถอดออก โครงหน้าสันกรามที่คมคาย ริ้วรอยบางเบาบริเวณหางตา และโดยเฉพาะนัยน์ตาสสีเทาเข้มคู่นั้น—มันคือเงาสะท้อนของตัวเขาเองในอีกทศวรรษข้างหน้าอย่างไร้ที่ติ
ไม่มีร่องรอยของเวทมนตร์มายา ไม่มีกลิ่นอายของไอสานที่มักหลงเหลือจากการร่ายคาถาระดับสูง สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือตัวตนที่มีเนื้อหนังมังสาและลมหายใจอุ่นร้อน
"เจ้าไม่จำเป็นต้องสงสัยที่มาของข้าหรอก เอเลียส..." ร่างในอนาคตเอ่ยขึ้น เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของการผ่านศึกมาอย่างโชกโชน "สิ่งที่เจ้าควรกังวลในตอนนี้ ไม่ใช่เงาในกระจก... แต่เป็นเสียงกระซิบที่กำลังกัดกินวิญญาณของเจ้าต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น อาวุธต้องห้ามที่สถิตอยู่ภายในจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงขึ้นมาทันที มันไม่ใช่เสียงสะท้อนธรรมดา แต่เป็นคลื่นกระแทกทางจิตที่รุนแรงจนเอเลียสต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เซเลสทีนที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบก้าวเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสมานาอันปั่นป่วนรอบตัวเด็กหนุ่ม
"เอเลียส! ตั้งสติไว้!" เซเลสทีนส่งเสียงเตือน น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ปลายนิ้วเรียววาดเป็นวงเวียนเวทคุ้ม
กันเพื่อสกัดกั้นคลื่นจิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่... พลังงานนี่มันไม่ใช่ของนักเรียนปีหนึ่งทั่วไป!"
เซเลสทีนตระหนักดีว่าทฤษฎีเวทขั้นสูงที่เธอร่ำเรียนมาตลอดหลายปี ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย บรรยากาศภายในห้องลับใต้หอคอยเริ่มบิดเบี้ยว อุณหุภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำเกาะตามผนังหินศิลาโบราณ
"เขาไม่ได้มาเพื่อทำลายเจ้า... แต่เขามาเพื่อส่งคำเตือน" เสียงทุ้มต่ำของเซเลสทีนเอ่ยแทรกความเงียบ เธอมองสลับระหว่างเอเลียสกับชายแปลกหน้าที่หน้าตาเหมือนเขาพิมพ์ประทับ "คุณเป็นใครกันแน่? และทำไมถึงรู้เรื่องราวของอาวุธต้องห้ามชิ้นนั้น"
ชายผู้มาจากอนาคตไม่ได้ตอบคำถามทันที เขาสวมหน้ากากโลหะกลับเข้าที่เดิมอย่างช้าๆ ท่าทางสงبและเยือกเย็นราวกับผ่านพ้นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ตำราเวทโบราณที่กางอยู่บนโต๊ะศิลา
"เวลาของพวกเราเหลือไม่มากแล้ว" ร่างนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ "รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาเยือน หอคอยแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานศึกษาเวทมนตร์อีกต่อไป... มันคือสนามรบที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับหมากทุกตัว"
เอเลียสค่อยๆ ลดมือที่กุมขมับลง ความเจ็บปวดแปลบปลาบในห้วงความคิดเริ่มเบาบางลง เหลือเพียงความตื่นตัวระดับสูงสุด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ผ่านการฝึกฝนจากสถานการณ์เฉียดตายบอกเขาว่า ทุกคำพูดของชายคนนี้มีน้ำหนักมหาศาล
"ถ้าท่านคือตัวฉันในอีกสิบปีข้างหน้า... งั้นก็แปลว่าทางเลือกที่ฉันกำลังจะตัดสินใจในวันนี้ จะนำพาไปสู่อนาคตที่พังทลายสินะครับ" เอเลียสเอ่ยถาม น้ำเสียงสุขุมแต่เฉียบคมตามแบบฉบับของเขา ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในช่องว่างของหน้ากากโลหะ
ร่างในอนาคตชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและเย้ยหยันโชคชะตา
"ถูกต้อง... และสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ต่อให้เจ้าพยายามหลีกเลี่ยงมากแค่ไหน เจ้าก็จะต้องเดินมาสู่จุดนี้อยู่ดี" เขาหันหลังให้ทั้งสองคน พร้อมกับก้าวถอยหลังเข้าสู่เงาดำมืดที่ทอดยาวจากเสาหินโบราณ "จงจำไว้ว่า เมื่อเสียงของอาวุธเงียบลง... นั่นคือสัญญาณว่าความตายกำลังมาเยือน"
"เดี๋ยวก่อน!" เซเลสทีนพยายามพุ่งตัวตามไป แต่ความมืดเบื้องหน้ากลับปิดทับลงมาราวกับม่านเหล็ก แรงกระแทกของมานาสะท้อนกลับจนเธอต้องถอยหลังไปสองก้าว ร่างปริศนานั้นหายลับไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของสนิมและฝุ่นละอองโบราณที่ลอยล่องในอากาศ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องใต้หอคอยอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของเอเลียสและเซเลสทีนที่สะท้อนก้อง
เด็กหนุ่มก้มมองฝ่ามือของตัวเองที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อย ความจริงที่เพิ่งเปิดเผยไม่ได้ทำให้เขาท้อถอย แต่มันกลับจุดประกายความกระหายใคร่รู้และความตั้งใจอันแน่วแน่ขึ้นมาในอก ปริศนาของหอคอยเวทมนตร์และอาวุธต้องห้ามไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในตำราอีกต่อไป แต่มันคือเดิมพันด้วยชีวิตของเขาเอง
เซเลสทีนหันมามองเอเลียสด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เธอสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นภายในตัวเด็กหนุ่ม ราวกับว่าเมล็ดพันธุ์แห่งพลังที่หลับใหล ได้เริ่มแตกหน่อทะลุเปลือกตมขึ้นมาแล้ว
"เอเลียส... นายไหวไหม?" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ผิดไปจากมาดของรุ่นพี่ผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ
"ผมไม่เป็นไรครับ เซเลสทีน..." เอเลียสเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเบาแต่ทรงพลังปรากฏขึ้นที่มุมปาก "บางที... การที่เราได้รู้ความจริงเร็วกว่ากำหนด อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปก็ได้นะครับ"
เขาก้าวเข้าไปหยิบตำราเวทโบราณบนโต๊ะขึ้นมาพลิดูหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ ทันใดนั้น ตัวอักษรโบราณบนหน้ากระดาษก็เริ่มเปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมา เสียงแจ้งเตือนลึกลับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนดังขึ้นก้องในโสตประสาทของเขา—ไม่ใช่เสียงของอาวุธต้องห้าม แต่เป็นเสียงของระบบเวทมนตร์ขั้นสูงสุดที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
[ตรวจพบการซิงโครไนซ์กับผู้ใช้ในอนาคต...]
[เงื่อนไขพิเศษผ่านเกณฑ์: ปลดล็อกเขตแดนต้องห้าม "หอคอยมิติที่ศูนย์"]
[คำเตือนระดับ SSS: ผู้ตรวจการแห่งความมืดรับรู้การมีอยู่ของท่านแล้ว การไล่ล่าได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ]
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับเอเลียสและเซเลสทีนในบทนี้นะคะ
— แอสทริดธาตุมนต์
ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 15
รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!