"หยุดมือเสีย เอเลียส วอน เครสต์... เจ้ากำลังทำลายกุญแจดอกสุดท้ายที่จะเปิดประตูสู่อดีตของมารดาเจ้าเองนะ"
ประโยคปริศนาดังกล่าวราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของเอเลียส วอน เครสต์ ในห้องสมุดใต้ดินชั้นที่เจ็ด กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างดูจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เอเลียสชะงักมือที่กำลังจะปลดผนึกอักขระเวทโบราณบนศัสตราไร้เสียง ดวงตาคมกริบสีนิลมองลึกเข้าไปในความมืดสลัวที่เบื้องหน้า ก่อนที่ร่างระหงของเซเลสทีน เดอ ลูมิแยร์ จะก้าวออกมาจากเงาของชั้นหนังสือโบราณ เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนกับแสงเรืองรองของเวتลูมิเนสเซนส์เล็กน้อย แววตาของเธอนิ่งสนิทแต่เต็มไปด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
เอเลียสผ่อนลมหายใจช้าๆ เพื่อควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัว เขารู้ดีว่าเซเลสทีนไม่ใช่คนที่จะพูดจาเหลוไหลโดยปราศจากหลักฐาน มือเรียวที่สวมถุงมือหนังสีดำค่อยๆ ลดลงจากคันศรเวทต้องห้าม เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เคยดังอยู่ในหัวของเขา—เสียงที่คล้ายกับเสียงของอาวุธที่เรียกร้องการนองเลือด—พลอยเงียบเสียงลงไปด้วยเมื่อความสนใจของเขาถูกดึงมายังหญิงสาวตรงหน้า
"เจ้าเอาอะไรมาพูด เซเลสทีน..." เอเลียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความหนักแน่นและความสงสัยที่เอ่อล้น "มารดาของข้าเสียชีวิตไปตั้งแต่ข้ายังจำความไม่ได้ ความลับเดียวที่นางทิ้งไว้คือคัมภีร์เวทที่ถูกฉีกขาด และศัสตราเล่มนี้... ทำไมเจ้าถึงบอกว่ามันคือกุญแจสู่อดีตของนาง"
เซเลสทีนก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวศัสตรา เธอปรายตามองอาวุธโบราณในมือของชายหนุ่ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ
"เพราะว่า... ตระกูลเดอ ลูมิแยร์ ของข้าเคยเป็นผู้พิทักษ์บันทึกแห่งมารดาของเจ้าค่ะ" เซเลสทีนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งจากอดีตท็อปนักเรียนผู้เย่อหยิ่งคนนั้น เธอกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "และสิ่งที่เจ้ากำลังจะทำลายมัน ไม่ใช่แค่เวทมนตร์กักเก็บพลัง แต่มันคือตราประพันธ์ความทรงจำที่นางยอมแลกวิญญาณเพื่อซ่อนมันไว้จาก 'สภาอาคมโบราณ'"
ห้องสมุดใต้ดินกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานหินด้านบนที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เอเลียสจ้องมองใบหน้าของเซเลสทีนอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาพยายามมองหาความเท็จในดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้น แต่สิ่งที่เขาพบมีเพียงความจริงใจและความเจ็บปวดที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่ที่พวกเขาทั้งสองคนถูกดึงให้เข้ามาพัวพันกับปริศนาภายในหอคอยเวทมนตร์แห่งนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เอเลียสผู้ไร้พรสวรรค์แต่เปี่ยมด้วยไหวพริบ จำต้องพึ่งพาความรู้ด้านทฤษฎีเวทขั้นสูงของเซเลสทีน ในขณะที่เซเลสทีนผู้แบกรับความล้มเหลวและปมด้อยจากการสูญเสียพลังเวทในอดีต ก็ได้พลังใจและความเด็ดเดี่ยวจากเอเลียสในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง ทั้งคู่เปรียบเสมือนฟันเฟืองสองตัวที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กลับขบEเกลียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบท่ามกลางอันตราย
"เจ้าปิดบังเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่เราเริ่มร่วมมือกันสินะ" เอเลียสถามเสียงเบา ไม่ได้มีความโกรธเคืองในน้ำเสียง มีเพียงความน้อยใจจางๆ และความอยากรู้ที่มากกว่าเดิม
เซเลสทีนหลบสายตาไปชั่วขณะ นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะถอนหายใจยาว "ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง... เอเลียส ข้าแค่กลัวว่าถ้าเจ้าล่วงรู้ความจริงเร็วเกินไป ความแค้นจะครอบงำจิตใจของเจ้า และศัสตราเล่มนั้นจะกลืนกินตัวตนของเจ้าไปเสียก่อนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับบรรพบุรุษของตระกูลวอน เครสต์"
"แต่ข้าไม่ใช่พวกเขา" เอเลียสกล่าวแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลังจนเซเลสทีนต้องสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง "ข้ามีเหตุผลที่ต้องมีชีวิตรอด และข้าต้องการคำตอบ... ไม่ว่ามันจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม เซเลสทีน ถ้าเจ้ามีความจริงหลงเหลืออยู่ ได้โปรดบอกข้าว่าข้าควรทำอย่างไรต่อไปกับอาวุธชิ้นนี้"
ความจริงใจที่สะท้อนออกมาจากแววตาของเอเลียสทำให้กำแพงในใจของเซเลสทีนพังทลายลง นางรู้ดีว่าเธอไม่อาจแบกรับความลับนี้ไว้คนเดียวได้อีกต่อไป มือเรียวเอื้อมออกไปแตะลงบนคันศรเวทไร้เสียงเบาๆ ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับตัวอาวุธ อักขระเวทสีทองอร่ามก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้อง หนังสือโบราณบนชั้นรอบตัวเริ่มสั่นไหวราวกับรับรู้ถึงการตื่น
"ถ้าเช่นนั้น... เจ้าต้องฟังข้าให้ดีนะ เอเลียส" เซเลสทีนสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ "การจะเปิดผนึกความทรงจำของมารดาเจ้า เราต้องใช้พลังเวทประสานกันผ่านวงแหวนแห่งพันธสัญญา และนั่นหมายความว่า ข้าจะต้องแบ่งปันส่วนหนึ่งของวิญญาณเจ้าเข้ามาในจิตใจของข้า... ซึ่งมันอันตรายมาก"
เอเลียสไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยาก "ถ้าเป็นกับเจ้า... ข้าไว้วางใจเสมอ เซเลสทีน"
คำพูดเรียบง่ายแต่นุ่มนวลนั้นทำเอาใบหน้าของเซเลสทีนร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางรีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยแดงเรื่อบนพวงแก้ม ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ ทั้งสองคนประสานมือกันเหนือศัสตราไร้เสียง ท่องบทคาถาโบราณที่สืบทอดกันมาพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง แสงสว่างเจิดจ้าแผ่ขยายออกไปทั่วห้องสมุดใต้ดิน ความอบอุ่นจากมิตรภาพที่เพิ่งก่อตัวและหล่อหลอมขึ้นอย่างแน่นแฟ้นกำลังผสานเข้ากับพลังเวทอันไร้ขอบเขต
ทว่า ในขณะที่วงแหวนแห่งพันธสัญญากำลังจะสมบูรณ์และประตูสู่อดีตกำลังจะเปิดออก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ทางเข้าชั้นใต้ดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
*“ช่างเป็นการร่วมมือที่น่าประทับใจเสียจริง... เด็กน้อยทั้งสอง”*
สิ้นเสียงนั้น บาเรียเวทสีดำสนิทก็พุ่งเข้ากระแทกผนึกของพวกเขาจนกระเด็นถอยหลังไปคนละทาง เอเลียสพยุงร่างของเซเลสทีนที่ทรุดลงกับพื้นด้วยความตกใจ ก่อนที่เงาร่างของอาจารย์ผู้ควบคุมหอคอยเวทมนตร์—ผู้ที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน—จะก้าวพ้นความมืดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันบิดเบี้ยวบนใบหน้า!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของเรานะคะ
ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 12
มิตรภาพที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!