ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 10

เสียงสะท้อนจากคมดาบ

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอเย็นยะเยือกของห้องเก็บอาวุธใต้ดินเขตสามคือสิ่งเดียวที่ต้อนรับเอเลียสในยามวิกาล แสงจากตะเกียงเวทมนตร์กะพริบไหวราวกับจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ เงาทอดตัวยาวน่ากลัวบนผนังหินชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสมาธิทั้งหมดของเขาในเวลานี้ไม่ใช่บรรยากาศชวนขนหัวลุก หากแต่เป็นเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในโสตประสาท—เสียงที่ชัดเจนเสียจนหัวใจของเขาเต้นรัวผิดจังหวะ *‘เจ้าช่างโง่เขลา... ที่นำข้ามาไว้ในที่อับชื้นเช่นนี้, เอเลียส’* ด้ามจับสีดำสนิทของดาบโบราณที่วางอยู่บนแท่นศิลาส่งแรงสั่นสะเทือนเบาๆ สั่นสะท้อนลึกถึงฝ่ามือของเด็กหนุ่ม เอเลียสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาสีนิลจ้องมองคมดาบที่ไร้เงาสะท้อนในความมืด เขาไม่ได้หวาดกลัว แต่ความจริงที่ว่าอาวุธชิ้นนี้ ‘พูด’ กับเขาได้โดยตรง—ไม่ใช่แค่การส่งคลื่นความคิดรางเลือนเหมือนช่วงแรกเริ่ม—กำลังทำให้ขอบเขตระหว่างความจริงกับความวิกลจริตเลือนรางลงทุกที “ถ้าเจ้าฉลาดนัก ทำไมไม่บอกวิธีผ่านค่ายกลเวทของอาจารย์ลูเซียนเมื่อตอนบ่ายล่ะ?” เอเลียสพึมพำตอบกลับเบาๆ ผ่านความเงียบงัน พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าเหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผมแล้วก็ตาม ดาบเล่มนั้นส่งเสียงหัวเราะในหัว เป็นเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดขยี้ของหินผา *‘เวทมนตร์กระจ้อยริดของมนุษย์... มีค่าอะไรให้ข้าต้องใส่ใจ? แต่หากเจ้าต้องการข้ามผ่านมัน เจ้าก็แค่ต้องยอมปล่อยให้เลือดของเจ้าไหลรินลงบนร่องอักขระ... แล้วข้าจะแสดงให้เห็นว่าอำนาจที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร’* “เอเลียส!” เสียงเรียกที่ดังแทรกขึ้นกะทันหันทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว รีบชักมือออกจากด้ามดาบราวกับโดนไฟลวก เซเลสทีนก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องใต้ดิน แว่นตากรอบทองของเธสะท้อนแสงไฟสลัวจนมองไม่เห็นประกายตา ทว่าร่องรอยความกังวลบนใบหน้าเรียบเฉยนั้นชัดเจนเสียจนปกปิดไม่มิด “เธอมาทำอะไรที่นี่เวลานี้?” เซเลสทีนเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่แฝงแรงกดดัน “ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอาวุธในเขตสามถูกผนึกด้วยพลังงานเวทระดับสูง ห้ามเด็กฝึกหัดเข้ามาลำพังโดยเด็ดขาด... โดยเฉพาะเธอที่ไม่มีมานาหล่อเลี้ยงร่างกาย ระวังจะโดนมันกัดกินจิตวิญญาณเอาสิคะ” เอเลียสซ่อนมือข้างที่เพิ่งแตะดาบไว้ด้านหลัง แววตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะปรับให้เป็นปกติ เขาสบตากับอดีตท็อปนักเรียนผู้ปราดเปรื่องผู้นี้อย่างไม่หลบเลี่ยง “ฉันแค่... รู้สึกว่ามีบางอย่างเรียกฉัน เซเลสทีน เธอก็สัมผัสได้ไม่ใช่เหรอ? พลังงานที่รั่วไหลออกมาจากห้องนี้ตั้งแต่วันประเมินผลรอบก่อน” เซเลสทีนชะงักฝีเท้าลง เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งที่ดาบบนแท่นศิลา ร่างเพรียวบางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มือเรียวบางยกขึ้นดันกรอบแว่นเบาๆ เป็นนิสัยยามที่เธอกำลังใช้ความคิดขั้นสูง “มันไม่ใช่แค่พลังงานรั่วไหลค่ะ, เอเลียส” เซเลสทีนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาลง ดวงตาคู่สวยหันกลับมามองเขาอย่างจริงจัง “บันทึกโบราณของหอคอยระบุไว้ว่า มีอาวุธเพียงชิ้นเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ามือของ ‘จอมปราชญ์ผู้ร่วงหล่น’ อาวุธที่ไร้ชื่อ แต่มีเจตจำนงเป็นของตัวเอง... มันไม่ได้เลือกผู้ใช้จากปริมาณมานาในร่างกาย แต่มันเลือกจาก ‘ความมืด’ ที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจ” *‘ฉลาดนัก... แม่สาวน้อยตระกูลลูมิแยร์ผู้ตกอับ’* เสียงในหัวของเอเลียสดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันก้องกังวานจนเขาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด *‘นางรู้มากเกินไป... สตรีเช่นนี้นี่แหละที่จะเป็นภัยต่อเป้าหมายของเจ้า’* “หุบปากซะ” เอเลียสพึมพำลอดไรฟัน “เธอว่าอะไรนะ?” เซเลสทีนขมวดคิ้วสงสัย เอียงคอมองคู่หูหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ “เปล่า... ไม่มีอะไร” เอเลียสส่ายหัวปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ “เธอมาที่นี่ทำไมตั้งแต่แรก? คงไม่ใช่แค่เพราะเป็นห่วงฉันหรอกกระมัง” เซเลสทีนถอนหายใจยาวเหยียด ยอมจำนนต่อท่าทีดื้อรั้นของเขา เธอยื่นม้วนกระดาษหนังแกะเก่าคร่ำคร่าแผ่นหนึ่งให้ “ท่านอาจารย์ใหญ่เพิ่งเรียกประชุมด่วนสภาเวทมนตร์เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน มีรายงานว่าผนึกของประตูมิติชั้นใต้ดินระดับเจ็ดเกิดรอยร้าว และ... สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ อักขระเวทที่ใช้สะกดรอยพวกมัน ดันตรงกับคลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาจากดาบเล่มนี้ไม่ผิดเพี้ยน” ดวงตาสีนิลของเอเลียสเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาก้มลงมองดาบโบราณบนแท่นศิลาอีกครั้ง คราวนี้เขาสังเกตเห็นว่าอักขระสีแดงเข้มที่สลักอยู่ตามแนวคมดาบกำลังเปล่งแสงเรืองรองจางๆ ราวกับมันกำลังมีชีวิตและกำลัง ‘ยิ้ม’ ให้เขา *‘ในที่สุด... พวกมันก็รู้ตัวสักที’* เสียงกระซิบเยือกเย็นดังขึ้นในห้วงความคิดของเอเลียสอีกครั้ง พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวดาบจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว *‘เตรียมตัวให้พร้อม, เอเลียส... เพราะเกมล่าล้างกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว และเจ้า... คือกุญแจดอกสำคัญที่จะปลดปล่อยพวกมันทั้งหมด!’* ก่อนที่เอเลียสจะทันได้เอ่ยปากทักท้วงอะไร พื้นห้องใต้ดินทั้งหมดก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงระฆังเตือนภัยระดับวิกฤตดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหอคอยเวทมนตร์ แสงไฟรอบด้านดับวูบลงเหลือเพียงแสงสีแดงฉานจากอักขระบนดาบที่สว่างวาบทั่วห้อง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูเหล็กหนาหนักของห้องเก็บอาวุธก็ถูกกระชากให้เปิดออกด้วยพลังงานมหาศาล พร้อมกับเงาสูงตระหง่านของบุคคลในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาพร้อมไอสังหารอันคละคลุ้ง! — ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับเอเลียสและเซเลสทีนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%