"ถ้าเวทมนตร์คือพรสวรรค์จากสวรรค์ งั้นเศษขยะอย่างพวกนายก็คงเป็นแค่เศษฝุ่นที่หลงเหลือใต้พรมสินะคะ"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมขึ้นในห้องเรียนเวทมนตร์ประยุกต์ อาคารศิลาแกร่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเกลือแร่และละอองมานาเข้มข้น เอเลียส วอน เครสต์ ยืนนิ่งสนิทท่ามกลางสายตานับสคู่ที่มองมาด้วยความดูแคลน สมุดบันทึกหนังสีดำในมือของเขาถูกบีบจนยับย่นเล็กน้อย แต่ใบหน้าของเด็กหนุ่มกลับเรียบเฉย ราวกับว่าคำสบประมาทเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้แห้ง
"ดูผลึกวัดระดับนั่นสิ... เป็นศูนย์สนิท ไม่มีแม้แต่ประกายไฟสีครามกระพริบเลยสักนิด"
ศาสตราจารย์มัลكوم ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์เวทมนตร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเบื่อหน่าย เขาสะบัดมือไล่เอเลียสให้กลับลงไปนั่งที่ประจำราวกับไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าเด็กหนุ่มผู้สร้างความด่างพร้อยให้กับชั้นเรียนอัจฉริยะแห่งนี้
ในโลกที่พลังเวทคือตัวชี้วัดทุกสิ่งทุกอย่าง—อำนาจ ศักดิ์ศรี และแม้กระทั่งสิทธิในการหายใจ—การเกิดมาโดยไร้กระแสมานาในร่างกายเทียบเท่ากับการเป็น 'คนตายที่ยังเดินได้'
เอเลียสเดินกลับไปยังโต๊ะมุมอับแถวหลังสุดของห้อง แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกสีลายวิจิตรทาบทับลงบนร่างผอมบางของเขา ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ความเงียบงันและท่าทีที่ดูราวกับยอมจำนนนั้น ในห้วงจิตสำนึกของเอเลียสกำลังเกิดสงครามขนาดย่อมขึ้น
*(เจ้าพวกมนุษย์โง่เขลา... แค่เปลวไฟกระจิริดในมือก็ทำตัวราวกับเป็นพระเจ้าแล้ว)*
เสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และเปี่ยมด้วยอำนาจมืดโบราณดังขึ้นในหัวของเขา เป็นเสียงของ 'ศัสตราเวทไร้เสียง' อาวุธต้องห้ามที่สิงสถิตอยู่ในวิญญาณของเขามาตั้งแต่คืนที่ตระกูลของเขาถูกกวาดล้าง เสียงนั้นไม่ได้ดังออกมาจากภายนอก แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณที่ทำเอาเส้นประสาทของเอเลียสเต้นตุบๆ
*‘เงียบก่อนน่า... ฉันกำลังใช้ชีวิตให้กลมกลืนกับฉากหลังอยู่’* เอเลียสตอบกลับในใจด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเคย ขณะที่ดึงสมุดจดขึ้นมาเปิดหน้าใหม่เพื่อบันทึกทฤษฎีวงแหวนเวทที่ศาสตราจารย์กำลังเขียนบนกระดานดำ ถึงเขาจะไม่มีมานา แต่ความเข้าใจในโครงสร้างและคณิตศาสตร์เวทของเขากลับลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าพวกหัวกะทิแถวหน้าเสียอีก
ตลอดคาบเรียน สายตานับสิบคู่ยังคงลอบมองมาพร้อมรอยยิ้มเยาะ บางคนถึงกับแอบร่ายเวทกระแสอ่อนๆ เพื่อแกล้งให้เก้าอี้ของเขาโยกเยก แต่เอเลียสก็เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อถ่ายเทน้ำหนัก หลบเลี่ยงการกลั่นแกล้งเหล่านั้นได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ต้องหันไปเอาความ การแสดงออกที่สุขุมจนเกินวัยยิ่งทำให้พวกคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์รู้สึกหงุดหงิดราวกับกำลังต่อสู้กับอากาศธาตุ
จนกระทั่งเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น...
นักเรียนส่วนใหญ่ต่างทยอยเดินออกจากห้องเป็นกลุ่มก้อน ส่งเสียงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับการบ้านภาคปฏิบัติในสัปดาห์หน้า เอเลียสเก็บข้าวของลงกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน เขารอให้ห้องโล่งเตลิดเสียก่อนจึงค่อยลุกขึ้นยืน
แต่ทว่า... เมื่อเขาเดินมาถึงบริเวณทางเดินเชื่อมตึกเรียนที่มีร่มเงาครึ้มของต้นไม้ใหญ่ เซเลสทีน เดอ ลูมิแยร์ ก็ก้าวออกมาจากเสาหินแกร่ง ขวางทางเดินของเขาเอาไว้
เซเลสทีนในชุดเครื่องแบบนักเรียนระเบียบจัด เรือนผมสีเงินยาวสลวยลู่ไปตามลม ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นเย็นชาและเต็มไปด้วยร่องร่องรอยของความเหนื่อยล้า เธอเคยเป็นถึงดาวเด่นอันดับหนึ่งของชั้นปี ก่อนที่ความผิดพลาดในเหตุการณ์ทดลองเมื่อปีก่อนจะทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจ กลายเป็นคนเก็บตัวและปลีกวิเวกจากสังคม
"นาย..." เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แห้งผาก เธอมองหน้าเอเลียสด้วยแววตาที่ซับซ้อน "นายทำได้ยังไงกัน?"
"เรื่องอะไรล่ะครับ... เอ๊ย หมายถึง เรื่องอะไรเหรอครับ คุณเดอ ลูมิแยร์" เอเลียสเกือบจะเผลอใช้สรรพนามปกติของตัวเอง รีบเปลี่ยนคำพูดอย่างแนบเนียน
"การคำนวณวงแหวนเวทบทที่สี่เมื่อกี้..." เซเลสทีนก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไวโอลอยด์ลอยมาแตะจมูก "ฉันเห็นสมุดของนาย นายไม่ได้ใช้มานาเลยแม้แต่นหยดเดียวในการคำนวณสมการซับซ้อนระดับนั้น แต่นายกลับหาจุดบกพร่องในทฤษฎีของศาสตราจารย์เจอ... ทั้งที่พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมง นายใช้เวลาแค่สามนาทีเท่านั้น"
เอเลียสชะงักไปเล็กน้อย เขาสบตากับหญิงสาวผู้จมอยู่กับอดีต ค้นหาความจริงจังหรือการเยาะเยียดในแววตานั้น แต่สิ่งที่เขาพบมีเพียงความอยากรู้อยากเห็นและความสิ้นหวังบางอย่างที่เจือปนอยู่
"เวทมนตร์ก็เหมือนคณิตศาสตร์ครับ" เอเลียสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้าคุณมองมันเป็นแค่ปาฏิหาริย์ คุณจะไม่มีวันเข้าใจมัน แต่ถ้าคุณมองมันเป็นสมการ... ทุกอย่างก็แค่การหาค่าตัวแปรที่หายไป"
เซเลสทีนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ประโยคเรียบง่ายนั้นราวกับไปสะกิดแผลใจบางอย่างของเธอ เธอกำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ..." เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "ถ้าทุกอย่างเป็นแค่สมการ ทำไมการคำนวณของฉันถึงพังทลายจนเกือบทำลายตึกทั้งหลังเมื่อปีก่อนล่ะ? ทำไม... คนที่ไร้พลังอย่างนายถึงกล้าพูดเรื่องทฤษฎีได้อย่างมั่นใจขนาดนี้?"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มอึมครึม ไอเย็นจากปมปัญหาในอดีตของเซเลสทีนแผ่ซ่านออกมาจนเอเลียสสัมผัสได้ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากตอบคำถามใดๆ ท้องฟ้าด้านนอกที่เคยแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน ลมกรรโชกแรงพัดกระหน่ำจนหน้าต่างบานเกล็ดกระจกสั่นสะเทือน
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนแปลกประหลาดดังขึ้นในโสตประสาทของเอเลียส เป็นเสียงที่ไม่ได้มาจากโลกภายนอก แต่มันดังชัดเจนจนร่างของเขาต้องสะดุ้ง
[ระบบภารกิจพิเศษระดับ SSS: ค้นพบรอยแยกแห่งกาลเวลาใต้หอคอยโบราณ]
[เงื่อนไข: พา 'เซเลสทีน เดอ ลูมิแยร์' ลงสู่ชั้นใต้ดินของหอคอยต้องห้ามภายใน 10 นาที มิฉะนั้น มานาทั้งหมดในสถาบันจะระเบิดออก]
ดวงตาสีดำสนิทของเอเลียสไหววับขึ้นอย่างรวดเร็ว เขายังไม่ทันได้คิดทบทวนข้อความประหลาดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่ดังมาจากใต้พื้นพิภพ ราวกับมีบางสิ่งที่หลับใหลมานับพันปี... กำลังลืมตาตื่นขึ้นแล้ว!
— แอสทริดธาตุมนต์
ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 2
นักเรียนผู้ไร้กระแสเวท
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!