กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในแสงสลัวของหอสมุดหลวงชั้นใต้ดิน คือกลิ่นเดียวที่เอเลียสรู้สึกว่ามันซื่อสัตย์กับเขามากกว่าสิ่งใดในสถาบันเวทมนตร์อาร์เคนเดียแห่งนี้
ปลายนิ้วเรียวผอมลูบไล้ไปตามสันหนังสือหนังแกะที่เรียงรายแน่นขนัด บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง ความเงียบนี้ไม่ใช่ความสงบสุข แต่มันคือความเย้ยหยัน—เสียงหัวเราะเยาะจากโครงสร้างสังคมที่วัดคุณค่าของมนุษย์ด้วยปริมาณมานาในกระแสเลือด
ในฐานะ "เศษสวะไร้พรสวรรค์" ผู้สอบตกวิชาการควบคุมมานาขั้นพื้นฐานติดต่อกันเป็นปีที่สาม เอเลียสกลายเป็นเพียงเงาจางๆ ในสายตาของคณาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น ยกเว้นก็แต่...
"ถ้าคุณยังเอาเวลามาขุดคุ้ยตำราปรัชญาโบราณที่ไม่มีใครเขาอ่านกันแบบนี้ อีกสามเดือนข้างหน้า ตอนที่มีการประเมินคัดออกรอบจริง คุณคงได้ไปนั่งถอนหญ้าที่แปลงเกษตรหลังหอพักแทนที่จะได้เรียนต่อห้อง A แน่ค่ะ เอเลียส"
เสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความเหนื่อยหน่ายดังขึ้นจากความมืดหลังชั้นหนังสือ เซเลสทีน เดอ ลูมิแยร์ ก้าวออกมาจากเงา แสงตะเกียงเวทมนตร์สีนวลส่องกระทบเรือนผมสีเงินยวงและดวงตาสีฟ้าใสที่ฉายแววตำหนิอย่างไม่ปิดบัง อดีตเด็กสาวอัจฉริยะผู้เคยถูกขนานนามว่าเป็นความหวังของตระกูลเดอ ลูมิแยร์ บัดนี้เลือกที่จะเก็บตัวเงียบเชียบในหอสมุดแห่งนี้ หลบเร้นจากสายตากดดันและคำครหา หลังจากความผิดพลาดบางอย่างในอดีตทำลายเส้นทางเวทมนตร์ของเธอจนย่อยยับ
เอเลียสเหลือบมองเพื่อนร่วมชะตากรรมเพียงนิด มุมปากหยักยิ้มบางเบาอย่างไม่ยี่หระ
"การถอนหญ้าอาจจะใช้แรงน้อยกว่าการพยายามบังคับให้มานาในร่างกายไหลเวียนไปตามตำราห่วยๆ ของสถาบันตั้งเยอะนะคะ เซเลสทีน" เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ราบเรียบ "อีกอย่าง ฉันไม่ได้มาหาตำราปรัชญาหรอกค่ะ..."
เซเลสทีนเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของชาสมุนไพรที่อีกฝ่ายชอบดื่ม "แล้วคุณกำลังหาอะไรในเขตหวงห้ามชั้นเจ็ดนี่ล่ะ? บันทึกการทดลองที่ถูกลืม หรือว่าเวทมนตร์บทใหม่ที่จะทำให้คุณเสกไฟได้โดยไม่ต้องพึ่งแก่นมานา?"
"บางสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดต่างหากค่ะ"
เอเลียสละมือจากชั้นหนังสือแล้วก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาสีเข้มกวาดมองไปตามซอกมุมอับชื้นที่ฝุ่นหนาเตอะ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับช่องว่างขนาดเล็กหลังชั้นหนังสือไม้โอ๊กโบราณที่เอียงกระเท่เร่ มีร่องรอยของร่ายเวทป้องกันชั้นต่ำที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ราวกับถูกจงใจซ่อนเร้นจากสายตาผู้คนมานับร้อยปี
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปฉับพลัน อุณหภูมิในตรอกแคบๆ ลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เซเลสทีนขยับเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนักทฤษฎีเวทขั้นสูงส่งเสียงเตือนภัยในหัว สมองของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความผิดปกติของสนามพลังรอบด้าน
"เดี๋ยวก่อน เอเลียส... ตรงนั้นมัน..."
ยังไม่ทันที่เซเลสทีนจะพูดจบ เอเลียสก็ยื่นมือออกไปแหวกม่านฝุ่นหนาทึบและดันแผ่นไม้ผุพังนั้นออก แรงเพียงเล็กน้อยกลับทำให้กลไกโบราณส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงร้องคร่ำครวญของคนใกล้ตาย ก่อนที่ช่องลับหลังชั้นหนังสือจะเปิดออกเผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกดิ่งลงไป
ไม่มีกลิ่นอัปยศของความตาย ไม่มีกลิ่นเน่าเฟะของซากศพ... สิ่งเดียวที่ลอยออกมาจากความมืดมิดนั้น คือกลิ่นสนิมเหล็กที่เข้มข้น รุนแรง และเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันดุร้ายจนขนหัวลุก
เซเลสทีนก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ใบหน้าสวยซีดเผือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "นั่นมัน... กลิ่นอายอะไรกัน? มันไม่ใช่มานาธรรมชาติ แต่มันคือ... แรงกดดันจากโลหะอาคมระดับหายนะ!"
เอเลียสไม่ได้ตอบ เขาหันไปหยิบตะเกียงเวทมนตร์จากมือของหญิงสาวด้วยความนิ่งสงบผิดมนุนาค สัญชาตญาณบางอย่างที่อยู่ลึก, มืดมิด และถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งจิตใจมาตลอดชีวิต กำลังส่งเสียงเรียกหาบางสิ่งที่รอคอยเขาอยู่เบื้องล่าง
"รอฉันอยู่ตรงนี้ค่ะ เซเลสทีน"
"คุณบ้าไปแล้วหรือไง! นั่นอาจจะเป็นอาวุธต้องห้ามที่ถูกผนึกไว้โดยสภาเวทมนตร์เมื่อครั้งสงครามโบราณนะ! ถ้ามันระเบิดขึ้นมา—"
"ถ้ามันจะระเบิด มันคงระเบิดไปตั้งแต่อلفปีก่อนแล้วล่ะค่ะ" เอเลียสตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความกลัวเลยแม้แต่น้อย "อีกอย่าง... มีเสียงบางอย่างกำลังเรียกชื่อฉันค่ะ"
เซเลสทีนชะงักค้าง อ้าปากจะคัดค้านแต่ก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอเมื่อได้เห็นแววตาของเอเลียส ในเสี้ยววินาทีนั้น ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้ว่างเปล่าไร้พลังอีกต่อไป แต่มันสะท้อนประกายแสงสีแดงชาดประหลาด—ประกายแสงเดียวกับความมืดมิดเบื้องล่างที่กำลังเต้นเร้า
เอเลียสเดินก้าวเข้าสู่ความมืดมิดทีละก้าว เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินแคบๆ ที่ลาดต่ำลงไปเรื่อยๆ ความหนาวเย็นกัดกินผิวเนื้อ แต่เลือดในกายของเขากลับร้อนรุ่มขึ้นทุกขณะ ราวกับไฟที่ถูกสุมด้วยเชื้อเพลิงชั้นดี หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงบางอย่างที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ในโสตประสาท...
*ตึง... ตึง... ตึง...*
ไม่ใช่เสียงหัวใจของเขา แต่มันคือเสียงสะท้อนของการ "เต้น" จากโลหะชิ้นหนึ่ง
เบื้องหน้าของเขาในห้องโถงใต้ดินทรงกลมที่ไร้แสงสว่าง มีแท่นหินแกรนิตสีดำสนิทตั้งอยู่ตรงกลาง บนแท่นนั้นไม่ได้มีตำราเวทหรืออัญมณีล้ำค่าใดๆ วางอยู่ มีเพียง... ดาบโบราณเล่มหนึ่งที่ปักลึกลงไปครึ่งด้าม
ใบดาบยาวเรียวห่อหุ้มด้วยสนิมเขรอะและรอยร้าวราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่สภาพภายนอกที่ดูผุพังนั้น มันคืออักขระเวทสีดำสนิทที่สลักลึกอยู่บนเนื้อเหล็ก อักขระที่กำลังเปล่งแสงเรืองรองเป็นจังหวะราวกับมันมีลมหายใจ มีชีวิต และกำลังจ้องมองมาที่เขา
เอเลียสหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นหินนั้น ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ แต่แรงกดดันรอบตัวกลับมหาศาลเสียจนอากาศในปอดแทบจะหมดลง เซเลสทีนที่แอบเดินตามลงมาห่างๆ ยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงปากทางเข้า เธอพยายามจะเปล่งเสียงเตือน แต่ลำคอกลับตีบตันด้วยความหวาดกลัวที่ไร้ที่มา
ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเอเลียสสัมผัสเข้ากับด้ามดาบที่เย็นเฉียบ เสียงกังวานทุ้มต่ำและแหบพร่าก็ดังขึ้นก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา—ไม่ใช่เสียงภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากห้วงลึกของจิตวิญญาณ
*[ในที่สุด... เจ้าก็มาหาข้าเสียที... ผู้สืบสายเลือดแห่งความเงียบงัน...]*
เอเลียสสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อคลื่นกระแสความคิดอันทรงพลังทะลักเข้าสู่สมองของเขา พร้อมกับหน้าต่างสถานะโปร่งแสงสีแดงเลือดที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อหน้าต่อตา—หน้าต่างระบบที่คนไร้พรสวรรค์เช่นเขาไม่ควรจะมีสิทธิ์ได้เห็นตลอดชีวิต
[ตรวจพบพันธะสัญญาโลหิตโบราณ: ศัสตราเวทไร้เสียง "นามิเกล" (ระดับ SSS)]
[เงื่อนไขการปลดผนึกเสร็จสิ้น: ผู้ถือครอง "เอเลียส วอน เครสต์" ได้รับการยอมรับจากจิตวิญญาณแห่งศาสตรา]
[คำเตือนจากระบบ: การดึงดาบเล่มนี้ออก จะเป็นการปลุก "สงครามที่ถูกลืม" ให้หวนคืนสู่โลกเวทมนตร์อีกครั้ง... คุณยังยืนยันที่จะทำมันหรือไม่?]
**************************************************
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกแฟนตาซีบทแรกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย•ตอนที่ 1
เสียงกระซิบจากเหล็กกล้า
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับคู่หูผู้กุมปริศนาแห่งหอคอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!