เสียงประตูรถ SUV สีดำสนิทปิดลงพร้อมกับแรงเหวี่ยงที่ทำให้รินรดาต้องขยับตัวจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ความเงียบในห้องโดยสารหลังจากการเดินทางร่วมสองชั่วโมงเต็มจากใจกลางกรุงเทพฯ สู่พื้นที่ชานเมืองอันเงียบสงบนั้นหนาแน่นเสียจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ
อคินยังคงกำพวงมาลัยแน่น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนหนังสีดำเป็นจังหวะรัวเร็วตามอารมณ์ที่ยังคงค้างคาจากเหตุการณ์ในตึกสถานีโทรทัศน์เมื่อเช้า ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองตรงไปข้างหน้า แต่กวาดมองอาคารเก่าแก่ตรงข้ามกระจกหน้ารถ—โรงงานทอผ้าเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับทศวรรษ โครงสร้างอิฐมอญสีส้มอิฐที่ถูกเวลากัดเซาะจนขึ้นคราบราดำ เสริมด้วยโครงเหล็กกล้าขึ้นสนิมที่ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายแสงแดดจัดจ้านยามบ่าย
"คุณลากฉันมาไกลถึงนี่... เพื่อจะดูซากตึกผีสิงเนี่ยนะ, คุณสถาปนิก?"
เสียงใสเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน รินรดาหันไปมองชายหนุ่มข้างกายด้วยหางตา ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มหยันเล็กน้อยตามวิสัยของคนที่ไม่เคยยอมลดราให้ใคร แม้หัวใจดวงน้อยจะเต้นผิดจังหวะไปบ้างตั้งแต่ตอนที่เขาฉุดข้อมือเธอวิ่งฝ่าฝูงชนและนักข่าวบันเทิงนับสิบชีวิตมาขึ้นรถคันนี้อย่างไร้เหตุผล
อคินหันขวับมามอง หันมาสบตาเธอนิ่ง ขากรรไกรคมสันขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน
"ถ้าสมองของคุณยังมีพื้นที่เหลือจากการคิดพล็อตละครน้ำเน่าแก้แค้นแย่งชิงผัวเมีย รินรดา คุณน่าจะใช้มันมองให้ลึกกว่าอิฐผุๆ พวกนั้น" เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาอย่างฉุนเฉียว "นั่นไม่ใช่ซากตึก แต่มันคือโครงสร้างที่ซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่คุณเคยเห็นมาในชีวิตต่างหาก"
"ซื่อสัตย์?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยันชัดเจน "ตึกอิฐเก่าๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งหลังคาเนี่ยนะที่เรียกว่าซื่อสัตย์? หรือว่าคุณกำลังอินจัดจนเพ้อเจ้อว่าตัวเองเป็นพระเอกละครดราม่าตลกร้ายกันแน่ครับ, คุณอคิน"
อคินพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกทางจมูก เขาปลดเข็มขัดนิรภัยออกอย่างแรงจนมันดีดกลับเสียงดัง *คลิก* ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตัว ระยะห่างระหว่างเบาะคนขับกับเบาะผู้โดยสารแคบลงทันตาเห็น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นอายความร้อนจากภายนอกโชยแตะจมูกจนรินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"คุณไม่เคยเข้าใจคำว่า 'บ้าน' เลยสักนิดสินะ" อคินเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาสีเข้มวาววับขึ้นอย่างประหลาด มันไม่ใช่แววตาที่เกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อเช้า แต่มันลึกซึ้งและเจือความเจ็บปวดบางอย่างที่ถูกฝังกลบไว้อย่างมิดชิด "สำหรับคนอย่างคุณ บ้านคงเป็นแค่ฉากหลังสวยๆ ไว้ให้ตัวละครมานั่งร้องไห้ฟูมฟาย หรือไม่ก็เป็นสถานที่ถ่ายทำที่จัดไฟสวยๆ เพื่อเรตติ้งละครห่วยๆ ของคุณ"
"เฮ้! อย่ามาดูถูกงานของฉันนะ!" รินรดาตวัดเสียงใส่ทันควัน ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนลืมความหวาดหวั่นจากระยะห่างที่ใกล้ชิดเกินไป เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน "งานเขียนของฉันมันสะท้อนชีวิตจริง! ชีวิตที่คนเขาต้องดิ้นรนหาที่ซุกหัวนอน ไม่ใช่พวกสถาปนิกไฮโซที่ออกแบบบ้านราคาแปดหลักให้คนรวยอยู่แล้วก็โพสต์ลงนิตยสารแต่งบ้านหรอกนะ!"
อคินนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่กำลังลุกโชนด้วยไฟแห่งความถือดี มือหนาที่วางอยู่บนคอนโซลรถขยับเข้าหาโดยสัญชาตญาณ ปลายเรียวนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนเส้นผมสลวยที่หลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มเนียนของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตั้งตัว
รินรดาชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกكن ความร้อนจากปลายนิ้วของเขาแผ่ซ่านลามเลียผิวแก้มจนร้อนผ่าว เธอนิ่งค้างไปในท่าทางนั้น ปากที่กำลังจะเถียงต่อพลнициаนค้างเติ่ง สมองขาวโพลนขึ้นมาดื้อๆ เมื่อจู่ๆ สถาปนิกปากจัดคนนี้ก็เปลี่ยนโหมดจาก 'เสือติดสัด' มาเป็น 'ผู้ชายสายตาเศร้า' ได้อย่างไร้รอยต่อ
"ผมไม่ได้ดูถูกงานของคุณ..." อคินกระซิบแผ่วเบa น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน "แต่ผมแค่อิจฉา... อิจฉาที่คุณสามารถแปลงความเจ็บปวดเป็นตัวอักษรได้ ในขณะที่ผม... ทำได้แค่อัดอั้นมันไว้ในอิฐแต่ละก้อนที่ผมสร้าง เพื่อไม่ให้บ้านที่ผมออกแบบมันพังทลายลงมาเหมือนครอบครัวของผมในอดีต"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความอึดอัด แต่เป็นความเปราะบางที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันระหว่างคนทั้งสอง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจที่เคยเต้นแรงด้วยความโกรธ กลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เธออธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ มือเรียวที่กำหมัดแน่นค่อยๆ คลายออกเมื่อเห็นเงาความโดดเดี่ยวฉายชัดอยู่ในแววตาของชายหนุ่มตรงหน้า
"คุณ..." รินรดาเอמהเสียงแผ่ว ความแข็งกร้าวในน้ำเสียงเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น "คุณหมายความว่ายังไง..."
อคินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาดึงมือกลับช้าๆ ก่อนจะเอื้อมไปผลักประตูฝั่งตัวเองให้เปิดออก อากาศร้อนชื้นภายนอกพรูเข้ามาปะทะผิวกายทันทีที่เขาก้าวลงจากรถ สถาปนิกหนุ่มยืนพิงตัวกับประตูกลางแดดจ้า ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเบาะรถด้วยสายตาที่ท้าทายแกมบังคับ
"ลงมาสิครับ, คุณนักเขียนบท" อคินยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ไร้ความเย้ยหยัน "ถ้าคุณอยากรู้ว่า 'บ้าน' ในนิยามของผมมันหน้าตาเป็นยังไง ตามผมมา... ผมจะพาไปดูความลับที่ผมไม่เคยบอกใครมาก่อนในชีวิต"
รินรดานิ่งมองแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วก้าวตามลงไปเผชิญหน้ากับความจริงบางอย่างที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบโครงสร้างตึกร้างจนเกิดเงาทอดยาว ทว่าทันทีที่ทั้งคู่เดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ที่ขึ้นสนิมเข้าไปข้างใน กลิ่นอายของความอับชื้นก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นสบายของลมธรรมชาติที่พัดผ่านช่องหน้าต่างบานสูงที่ไร้กระจก อคินพาเธอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงกลางโถงโล่งกว้างที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็น 'พื้นที่ทำงานเฉพาะ' มีโต๊ะไม้ตัวยาว กองแบบแปลนสถาปัตยกรรมกระจัดกระจาย และที่สำคัญที่สุด... ตรงกลางห้องนั้นมีโครงสร้างจำลองขนาดใหญ่ของบ้านหลังหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเศษอิฐและไม้รีไซเคิลอย่างประณีต
รินรดากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างทึ่งระคนแปลกใจ พื้นที่ดิบเถื่อนภายนอกกลับซ่อนความอบอุ่นและงดงามอย่างเหลือเชื่อไว้ภายใน สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งความหรูหรา แต่มันกลับมีลมหายใจ มีจิตวิญญาณ และมีเรื่องราวซ่อนอยู่ทุกอณู
"ที่นี่คือ..." รินรดาหันไปถามชายหนุ่มที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ไม่ไกล
"เซฟโซนของผมเองครับ" อคินตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาสีเข้มกลับพราวระยับด้วยประกายความอบอุ่นที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "และมันคือที่มาของโปรเจกต์ที่เราต้องทำร่วมกันต่อจากนี้... คุณรินรดา"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยแซวตามนิสัยเดิม แต่ทว่าก่อนที่คำพูดถากถางจะหลุดจากเรียวปาก ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงปรบมือดังขึ้นจากทางด้านหลังของประตูทางเข้าที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"โอ้โห ช่างเป็นภาพบรรยากาศที่น่าประทับใจเสียจริงครับ คุณสถาปนิกคนดัง กับคุณนักเขียนบทสาวฝีปากกล้า"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยาะหยันดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ รินรดากับอคินสะดุ้งสุดตัวพร้อมกัน หันขวับไปมองผู้มาใหม่ที่ก้าวเท้าพ้นมุมเสาปูนเปลือยเข้ามาในแสงสว่าง ร่างสูงโปรดิวเซอร์หนุ่มใหญ่ผู้เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดเมื่อเช้ากำลังยืนยิ้มเยาะอยู่ที่นั่น ในมือถือโทรศัพท์มือถือที่กำลังเปิดหน้าจอบันทึกวิดีโอค้างไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ทำให้เลือดในกายของอคินเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา
"มึงเข้ามาได้ยังไง..." อคินคำรามลอดไรฟัน เสียงต่ำเตี้ยที่เต็มไปด้วยโทสะระลอกใหม่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม พุ่งเข้าประชิดตัวโปรดิวเซอร์หนุ่มในเสี้ยววินาที
แต่ทว่า รินรดากลับเป็นฝ่ายที่พุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนเสื้อของอคินไว้แน่นที่สุด เมื่อเธอกวาดสายตาเลยผ่านร่างของโปรดิวเซอร์คนนั้น ไปเห็นกลุ่มคนแปลกหน้าอีกหลายชีวิตกำลังก้าวเดินล้อมกรอบเข้ามาปิดทางออกทุกด้านของตึกร้างแห่งนี้อย่างเป็นระบบ!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและค้นหาความหมายของบ้านไปพร้อมกับพวกเขานะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 16
ค้นหาความหมายของบ้าน
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!