แรงกดดันจากฝีเท้าของกลุ่มคนแปลกหน้าที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเป็นระบบนั้น หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าโครงสร้างเหล็กกล้าที่คำนวณน้ำหนักผิดพลาดเสียอีก รินรดากำชายเสื้อของอคินไว้แน่นเสียจนปลายนิ้วแทบไร้สีเลือด สัญชาตญาณดิบของมนุษย์กรีดร้องเตือนภัย แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงฝีเท้าเหล่านั้น คือกลิ่นอายของความอลหม่านที่จงใจจัดฉากขึ้น
“ปล่อยมือแล้วไปหลบหลังเสาต้นนั้นซะ”
อคินกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูของเธออย่างใกล้ชิด ความเย็นชาที่เขามักใช้เป็นเกราะกำบังถูกสลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวของสถาปนิกผู้พร้อมปกป้องพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง—และเธอก็รวมอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย
“จะบ้าหรือไง! พวกมันมากันเป็นสิบคนนะคุณ!” รินรดาเถียงกลับทันควัน แม้เสียงจะสั่นเล็กน้อยแต่ดวงตากลับฉายแววท้าทายไม่ยอมแพ้ “ฉันไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่จะได้ยืนสวย ๆ ให้คุณแบกรับภาระคนเดียว ประสบการณ์เขียนบทดราม่าของฉันสอนว่า ตัวละครที่แยกตัวไปตายเดี่ยว ๆ มักจะไม่ได้อยู่ถึงฉากจบภาคสองหรอกนะ!”
อคินแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความตลกขบขัน มีเพียงความระอาเจือความเอ็นดูที่เจ้าตัวคงไม่ยอมรับออกมาง่าย ๆ มือหนาเอื้อมขึ้นมาแกะนิ้วเรียวที่กำเสื้อเขาไว้ออก แต่กลับเปลี่ยนเป็นกุมมือเธอไว้แทนอย่างแน่นหนา ฝ่ามือของเขาทั้งอุ่นและแห้งผาก ส่งถ่ายความมั่นคงบางอย่างทะลุผ่านผิวสัมผัสจนหัวใจที่เต้นรำด้วยความหวาดกลัวเริ่มสงบลง
“ถ้าคุณยังพูดมากอยู่แบบนี้ ผมจะเปลี่ยนบทให้คุณกลายเป็นตัวประกอบที่โดนสลบตั้งแต่ฉากแรกแทน” อคินตวัดสายตาคมกริบมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มที่เริ่มกระจายกำลังปิดล้อมทางขึ้นลงทั้งหมด “เงียบปากแล้วตามผมมา ทางหนีไฟฝั่งทิศตะวันตกยังใช้งานได้... ผมตรวจแบบแปลนอาคารนี้มาสามรอบก่อนเข้ามา ไม่มีทางที่พวกมันจะปิดตายได้ทั้งหมดหรอก”
แรงดึงจูงจากฝ่ามือใหญ่ทำให้นักเขียนบทสาวต้องยอมก้าวขาตามอย่างเสียไม่ได้ แม้ปากจะยังอยากต่อรองอะไรอีกสักประโยค สภาพแวดล้อมรอบตัวถูกบดบังด้วยความมืดสลัวของตึกร้างยามเย็น แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องลอดผ่านโครงสร้างปูนเปลือยและเหล็กเส้น เกิดเป็นเงาทอดFเป้นแนวยาวราวกับภาพร่างสถาปัตยกรรมที่ยังสร้างไม่เสร็จ
รองเท้าผ้าใบและส้นสูงกระทบพื้นคอนกรีตเกิดเป็นเสียงก้องกังวาน ทั้งสองวิ่งลัดเลาะผ่านซอกกำแพงอิฐบล็อกและกองวัสดุก่อสร้าง อคินทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำทางและเกราะกำบัง สายตาคมกวาดมองรอบด้านอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับเขากำลังอ่านพิมพ์เขียวในหัวเพื่อหาทางรอดจากเขาวงกตนี้
แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ยอมให้พวกเขาหลบหนีไปได้ง่าย ๆ เมื่อร่างของชายฉกรรจ์สองคนก้าวออกมาขวางทางเดินแคบ ๆ ที่เชื่อมไปยังบันไดหนีไฟไว้พอดิบพอดี
“ระวัง!” รินรดาอุทานเสียงหลง เมื่อหนึ่งในนั้นเงื้อมือหมายจะคว้าจับแขนของอคิน
อคินไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาดึงร่างของรินรดาให้เข้ามาหลบด้านหลังด้วยมือข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ความได้เปรียบเรื่องแรงกายและเหลี่ยมมุมของพื้นที่แคบ พุ่งเข้าประชิดตัวชายคนแรกแล้วใช้สันมือกระแทกเข้าที่จุดยุทธศาสตร์อย่างแม่นยำราวกับนักออกแบบโครงสร้างที่รู้ดีว่าจุดไหนคือจุดรับแรงที่เปราะบางที่สุด ร่างนั้นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในเวลาไม่ถึงสามวินาที
ส่วนคนที่สองพุ่งเข้ามาหมัดฮุกใส่ แต่อคินเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะสวนกลับด้วยศอกเข้าที่ชายโครงจนอีกฝ่ายจุกงอตัวลงไป
“คุณ... ไปเรียนวิชาป้องกันตัวมาจากไหนเนี่ย?” รินรดาเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง ระคนตกใจจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“ผมเป็นสถาปนิกนะคุณ หน้างานก่อสร้างมันเถื่อนกว่าที่คุณเห็นในหน้าจอโทรทัศน์เยอะ” อคินหันมาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย “ทางนี้... ตามผมมา เร็วเข้า!”
พวกเขาพากันวิ่งฝ่าประตูหนีไฟขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของอาคาร และเป็นจุดเดียวที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยขัดข้อง แรงลมธรรมชาติพัดปะทะเข้ากับใบหน้าทันทีที่ประตูเหล็กหนักอึ้งถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายของอากาศบริสุทธิ์ยามเย็นแทนที่กลิ่นอัปของปูนเก่าในพริบตา
อคินดันรินรดาเข้ามาด้านใน แล้วรีบลงกลอนประตูเหล็กหนาทึบจากด้านในอย่างแน่นหนา ก่อนจะพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูและพรูลมหายใจยาวออกมาเพื่อเรียกสติ
รินรดายืนหอบหายใจรดต้นคอ ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นและอะดรีนาลีนที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด เธอกวาดสายตามองไปรอบตัว พื้นที่ดาดฟ้ากว้างขวางไร้สิ่งกีดขวาง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของทั้งคู่กลับไม่ใช่ความเวิ้งว้างรอบตัว หากแต่เป็นทัศนียภาพเบื้องหน้า
ดวงอาทิตย์สีแดงฉานดั่งลูกไฟดวงใหญ่กำลังเคลื่อนตัวต่ำลงเรื่อย ๆ จรดขอบฟ้าฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แสงสีส้มทองผสมผสานกับสีม่วงอมชมพูของท้องฟ้า สะท้อนลงบนผิวน้ำและกระจกของตึกระฟ้าโดยรอบ เกิดเป็นภาพวาดจากธรรมชาติที่งดงามเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรในบทละครเรื่องไหนได้
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวและเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่
อคินค่อย ๆ ผ่อนคลายอิริยาบถ เขาถอดเสื้อสูทตัวนอกที่เปื้อนฝุ่นออกพาดไว้ที่แขน เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อสมส่วนตามแบบฉบับชายหนุ่มที่ดูแลสุขภาพ ร่างสูงก้าวเดินเข้าไปใกล้ขอบปูนกั้นดาดฟ้า ทอดสายตามองทัศนียภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่ลึกล้ำและอ่อนลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
รินรดายืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปยืนเคียงข้าง เว้นระยะห่างไว้เพียงคืบเดียว สายตาของเธอมองตามแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับ
“ไม่คิดว่า... ตึกร้างที่คุณพามาซ่อนตัว จะมีวิวที่สวยขนาดนี้” เธอกล่าวทำลายความเงียบ น้ำเสียงเจือความทึ่ง “ฉากพระอาทิตย์ตกดินในตอนท้ายของบทที่สี่ ที่ฉันเคยเขียนส่งกองไป... ถ้าได้วิวแบบนี้เป็นโลเกชั่นจริง ๆ ล่ะก็ นักแสดงคงอินจนไม่ต้องบิ้วอารมณ์เลยล่ะมั้ง”
“วิวสวย ๆ แบบนี้ ไม่ได้มีไว้ให้คุณเอาไปใช้ประโยชน์ในงานเขียนบทอย่างเดียวนะครับ” อคินหันมามองเธอ แววตาสีเข้มสะท้อนแสงสีส้มของดวงอาทิตย์จนดูอบอุ่นอย่างประหลาด “มันมีไว้ให้พักผ่อน... จากเรื่องแย่ ๆ ข้างล่างนั้นต่างหาก”
รินรดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น หัวใจที่เพิ่งสงบลงจากการวิ่งหนีเมื่อครู่ กลับเริ่มเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้งด้วยเหตุผลอื่น—เหตุผลที่ชื่อว่า *อคิน*
“คุณหมายถึง... เซฟโซนเหรอ?” เธอกล่าวเสียงแผ่ว
“ครับ” อคินตอบรับสั้น ๆ น้ำเสียงทุ้มนุ่มก้องกังวานท่ามกลางสายลมเย็นยามเย็น เขยิบเข้าใกล้เธออีกนิดจนไหล่แทบชิดกัน “สำหรับผม พื้นที่ตรงนี้... เวลาที่มีคุณยืนอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ มันคือเซฟโซนเดียวที่ผมไม่อยากแลกกับตึกหรูราคาแพงที่ไหนเลย”
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่งและจังหวะจะโคน ทำเอานักเขียนบทสาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อใครถึงกับไปไม่เป็น เธอนิ่งอึ้ง สมองที่เคยประมวลผลคำพูดคมคายเพื่อใช้เถียงกลับ พลันว่างเปล่าราวกับไฟล์งานถูกกดลบโดยไม่ได้ตั้งใจ
แก้ว nนเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง รินรดาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเขินอาย แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นบาง ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ปากคอเราะร้ายอย่างคุณ... พูดจาแบบนี้เป็นด้วยเหรอเนี่ย” เธอพึมพำแก้เก้อ
“ถ้าผมไม่พูดตอนนี้... คุณก็คงเอาแต่คิดว่าผมเป็นตัวร้ายในชีวิตจริงของคุณไปตลอดชีวิตน่ะสิครับ” อคินยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง และมันมีอานุภาพทำลายล้างหัวใจคนมองได้รุนแรงกว่าตึกถล่มเสียอีก
มือหนาเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ปลิวมาปรกล้อมกรอบหน้าของรินรดาอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความทะนุถนอมจนคนถูกกระทำแทบหยุดหายใจ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นที่รดรินอยู่บนผิวแก้ม บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะเดียวกัน
ดวงอาทิตย์จมหายลับขอบฟ้าไปในเสี้ยววินาทีนั้น เหลือเพียงแสงสลัวสุดท้ายของพลบค่ำที่อาบไล้เรือนร่างทั้งสอง
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของอคินจะโน้มลงมาแตะสัมผัสกับกลีบปากนุ่มของเธอ เสียงกระแทกอย่างรุนแรงจากประตูเหล็กด้านหลังก็ดังสนั่นหวั่นไหว!
*ปึง! ปึง! ปึง!*
เสียงทุบประตูดังลั่นพร้อมกับเสียงตะโกนโกลาหลของกลุ่มคนนับสิบที่พังด่านล่างขึ้นมาได้สำเร็จ และประโยคถัดมาที่ลอดผ่านบานประตูเหล็กเข้ามา ก็ทำให้อคินต้องชะงักกึก รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยของชายผู้ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่—พี่ชายแท้ ๆ ของเธอเองที่ตะโกนก้องผ่านความมืดเข้ามาว่า
"รินรดา! ออกมาเดี๋ยวนี้! แกกล้าดียังไงถึงหนีตามไอ้สถาปนิกสารเลวคนนี้มา!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 17
วิวริมหน้าต่าง
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!