เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 18

คนปากแข็งกับความรู้สึกที่ชัดเจน

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวที่ด้านนอกห้องพัก แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกอยู่ในอกของรินรดา มันไม่ใช่เสียงเคาะเรียกเพื่อขอเจรจา แต่เป็นแรงกระแทกจากความโกรธเกรี้ยวที่พร้อมจะพังทลายทุกอย่างเข้ามา *“รินรดา! ออกมาเดี๋ยวนี้! แกกล้าดียังไงถึงหนีตามไอ้สถาปนิกสารเลวคนนี้มา!”* เสียงตะโกนแผดลั่นของพ่อบุญธรรม—หรือที่เธออยากเรียกว่าเจ้าหนี้ชีวิต—ดังทะลุบานประตูไม้กันเสียงเข้ามาอย่างชัดเจน ทุกคำด่าทอเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเก่าในใจของหญิงสาว รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ยามเมื่อเงาอดีตอันน่าขยะแขยงตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่ เซฟโซนเดียวที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุดในเวลานี้ ทว่า ในพื้นที่จำกัดแห่งนั้น ไม่มีเสียงโวยวายตื่นตระหนกจากเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย อคินยืนพิงเคาน์เตอร์ครัวด้วยท่าทีนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นสายตาไม่ได้ฉายแววหวาดกลัว เขากำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดมือที่เปียกชื้นจากการล้างแก้วกาแฟอย่างใจเย็น ราวกับเสียงทุบประตูด้านนอกเป็นเพียงเสียงฝนตกปรอยๆ ที่น่ารำคาญใจเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร “ยืนแข็งทื่อเป็นเสาหินอยู่ทำไมล่ะครับคุณนักเขียนบท” อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุบทำลายความเงียบมีความเยือกเย็นและกวนประสาทเจืออยู่เล็กน้อย “หรือว่ารอให้เขาพังประตูเข้ามาอุ้มคุณกลับไปเขียนบทละครน้ำเน่าที่บ้านหลังนั้นต่อ” รินรดาหันขวับไปมองหน้าเขา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ปนเปไปกับความเปราะบางที่เธอพยายามซ่อนไว้ “นี่ไม่ใช่เวลามาพูดจาประชดประชันนะอคิน! ข้างนอกนั่น... เขาบุกมาถึงนี่ได้ยังไง คุณไปทำอะไรให้เขารู้ที่อยู่ได้...” “ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น” สถาปนิกหนุ่มสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม เขาวางผ้าขนหนูลงบนเคาน์เตอร์แล้วก้าวเท้าเข้ามาหาเทีทีละก้าวอย่างมั่นคง “และต่อให้รู้... ที่นี่ก็คือคอนโดมิเนียมส่วนตัวของผม ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของใครที่จะบุกรุกเข้ามาตามอำเภอใจ” ประโยคเรียบๆ นั้นกลับมีน้ำหนักบางอย่างที่ทำให้หัวใจที่กำลังเต้นรำด้วยความหวาดกลัวของรินรดากระตุกวูบ เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา ผู้ชายคนนี้ปากร้าย เจ้ากี้เจ้าการ และชอบทำตัวเป็นศัตรูกับเธอในทุกเรื่องตั้งแต่แรกเจอ ทว่าในยามวิกฤตแบบนี้ แผ่นหลังกว้างที่ก้าวมายืนบังเธอไว้จากทิศทางของประตู กลับสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด “แต่ว่า... เขากำลังจะพังประตูเข้ามาแล้วนะ” รินรดาเสียงสั่นเล็กน้อย แม้ปากจะเก่งแค่ไหน แต่เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากครอบครัวที่สูบเลือดสูบเนื้อเธอมาตลอดชีวิต อคินหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นกายสะอาดผสมผสานกับกลิ่นบุคลิกเฉพาะตัวของเขาลอยเข้ามาแตะจมูก รินรดาต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อเขายื่นมือมา... ไม่ใช่เพื่อผลักไส แต่ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาเอื้อมมาปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธอออกอย่างเบามือ ท่าทีที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยนั้นทำให้เธอชะงักง้าง ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ “กลัวเหรอครับ?” อคินถาม เสียงของเขาเบานุ่มลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่มองเธอมันไม่ใช่สายตาเยาะเย้ยถากถางเหมือนเคย แต่เป็นความลึกซึ้งที่ชวนให้คนมองหลงทาง “ปกติเห็นเก่งแต่เถียงผมฉอดๆ นึกว่าไม่มีเรื่องไหนในโลกนี้ที่คุณกลัวเสียอีก” “ฉันไม่ได้กลัว... ฉันแค่...” รินรดาหาข้อแก้ตัวไม่เจอเมื่อปลายนิ้วของเขายังคงแตะอยู่ข้างแก้ม ความอุ่นร้อนนั้นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจจนเธอเผลอกลั้นหายใจ “ฉันแค่รำคาญต่างหากล่ะ” มุมปากของอคินกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาท แต่มันคือรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนมองเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง “ปากแข็งจริงนะ” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะละมือออกแล้วหันไปมองทางประตูที่เสียงทุบเริ่มรุนแรงขึ้นจนกลอนประตูสั่นไหว “รออยู่ตรงนี้ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด” “เดี๋ยวสิ คุณจะทำอะไร?” รินรดาคว้าชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขาไว้โดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด “เขาบ้าอำนาจนะ ถ้าคุณออกไปปะทะตรงๆ คุณอาจจะ...” “เป็นห่วงผมเหรอครับ?” อคินหันกลับมาเลิกคิ้วมองเธอ ดวงตาคู่คมพราวระยับด้วยประกายความขบขันแกแกมเอ็นดู “เพิ่งรู้ว่าคุณก็ใจอ่อนกับคนหล่อปากจัดอย่างผมเหมือนกัน” “ใครเป็นห่วงคุณ! หลงตัวเองชะมัด!” รินรดารีบปล่อยมือออกจากเสื้อเขาใบหน้าเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่สถานการณ์ข้างนอกกำลังระอุ “ฉันแค่ไม่อยากให้ห้องคุณพังเพราะความซวยของฉันต่างหากเล่า” “ครับ... ให้มันจริงอย่างที่ปากพูดก็แล้วกัน” อคินยิ้มรับด้วยความเอ็นดู ปล่อยให้เธอยืนหน้าแดงอยู่ตรงนั้น ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูทางเข้าห้อง เสียงทุบประตูดังขึ้นอีกระลอก พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่อคินไม่ได้แสดงอาการลังเลแม้แต่น้อย มือหนาเอื้อมไปปลดล็อกกลอนประตูอย่างใจเย็น แล้วกระชากเปิดออกกว้างโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น แสงไฟสว่างจ้าจากทางเดินสาดเข้ามาปะทะภายในห้อง ร่างท้วมของชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงแต่ท่าทางเกรี้ยวกราดพุ่งเข้ามาข้างในตามสัญชาตญาณดิบพร้อมกับเงื้อมมือเตรียมจะตวาดใส่ แต่ต้องชะงักกึกเมื่อพบกับร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มที่ยืนขวางทางอยู่เต็มความสูง “แก...!” พีระยุทธ พ่อบุญธรรมของรินรดาชี้หน้าอคินด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “หลบไป! แกไม่มีสิทธิ์มาขวางฉัน! ส่งตัวนังเด็กเนรคุณนั่นออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งความข้อหาพรากผู้เยาว์... เอ้ย กักขังหน่วงเหนี่ยวพวกแกสองคนข้อหาคบชู้ให้หมดรูปแน่!” อคินยืนกอดอกนิ่ง สีหน้าเยือกเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้ชายตรงหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มทำให้คนที่กำลังเดือดดาลถึงกับผะผะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “พรากผู้เยาว์เหรอครับ?” อคินทวนคำ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยความเฉียบคมชนิดที่เชือดเฉือนคนฟังให้ตายทั้งกลม “คุณรินรดากลายเป็นผู้เยาว์ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ หรือว่าสมองส่วนการคิดวิเคราะห์ของคุณมันเสื่อมถอยไปตามอายุขัย จนแยกไม่ออกว่าใครบรรลุนิติภาวะแล้วบ้าง” “ไอ้...!” พีระยุทธหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด “แกเป็นใครวะ ถึงกล้ามาพูดจาอวดดีกับฉันรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!” “ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าสุนัขตัวไหนเห่าเก่งที่สุดในย่านนี้หรอกครับ” อคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “แต่ที่ผมรู้แน่ๆ คือ... นี่คือพื้นที่ส่วนบุคคล และคุณกำลังบุกรุกเข้ามาอย่างไร้มารยาท ถ้าคุณยังไม่ก้าวเท้าออกไปจากห้องของผมภายในสามวินาทีนี้ ผมจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการป้องกันตัว... และรับรองว่ารอยฟกช้ำบนหน้าคุณจะไม่สวยเหมือนงานสถาปัตยกรรมที่ผมออกแบบแน่นอน” บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที พีระยุทธจ้องหน้าอคินด้วยความเคียดแค้น ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ดูเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปที่เขาจะขู่ให้กลัวได้ แววตาคมกริบที่นิ่งสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและอันตรายอย่างแท้จริง รินรดายืนมองแผ่นหลังกว้างของอคินจากด้านหลัง หัวใจของเธอกำลังเต้นโครมครามด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ผู้ชายคนนี้ปากร้าย ปากร้ายที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาในชีวิต แต่ในเวลาเดียวกัน เขากลังยืนหยัดปกป้องเธอจากความมืดมนทั้งหมดที่เธอแบกรับไว้ ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด และพีระยุทธกำลังอ้าปากเตรียมจะด่ากราดครั้งใหญ่ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของอคินก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ เขาไม่ได้ละสายตาจากพีระยุทธ มือข้างหนึ่งล้วงหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายนิ้วเรียวกดรับสายโดยไม่ลังเล พร้อมกับเปิดสปีดโฟนเพื่อให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ยินชัดเจน *“คุณอคินคะ! แย่แล้วค่ะ!”* เสียงปลายสายเป็นเสียงของเลขาฯ สาวคนสนิทที่ร้อนรนจนแทบจะร้องไห้ *“ตอนนี้มีข่าวหลุดออกมาในโลกโซเชียลแล้วค่ะ! รูปที่คุณกับคุณรินรดากำลังยืนอยู่ด้วยกันที่ไซต์งานเมื่อวานถูกปล่อยออกมา พร้อมกับข้อหาพาดพิงว่าคุณเป็นมือที่สามทำลายความสัมพันธ์ของโปรเจกต์ใหญ่... ตอนนี้สื่อบันเทิงและสำนักข่าวบันเทิงกำลังแห่กันมาที่คอนโดของคุณเต็มไปหมดแล้วค่ะ!”* รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ข่าวฉาวงั้นเหรอ? มันเป็นไปได้ยังไง! อคินนิ่งงันไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบหันขวับกลับมาสบตากับรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลัง ทันใดนั้น เสียงแฟลชวับวาบจากระเบียงห้องฝั่งตรงข้าม และเสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังกรูขึ้นมาถึงหน้าประตูลิฟต์ก็ดังกระหน่ำเข้ามาในโสตประสาท ก่อนที่อคินจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ประตูลิฟต์ตัวหลักก็เปิดผางออก พร้อมกับกองทัพนักข่าวและไมโครโฟนนับสิบตัวที่พุ่งตรงเข้ามาทางห้องของเขาอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "โครโนสทริกเกอร์" มาโดยตลอดครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%