หน้าจอแล็ปท็อปขนาดสิบสี่นิ้วสะท้อนแสงสีฟ้าสว่างวาบตัดกับความมืดสลัวภายในห้องทำงานของกองละคร แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนสาดส่องลอดผ่านกระจกบานใหญ่ ทว่ารินรดากลับไม่ได้ใส่ใจทัศนียภาพเบื้องล่างเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยกำลังเบิกกว้างจ้องมองตัวอักษรภาษาไทยนับร้อยบรรทัดที่เพิ่งเคาะคีย์บอร์ดส่งไปยังระบบคลาวด์เมื่อห้าวินาทีก่อน
นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะเลื่อนเคอร์เซอร์กลับขึ้นไปอ่านทบทวนพล็อตเรื่องในฉากไคลแม็กซ์ของตอนที่ยี่สิบที่เพิ่งเขียนจบหมาดๆ
ในบทละคร... พระเอกหนุ่มสถาปนิกผู้เย่อหยิ่ง เย็นชา และซ่อนบาดแผลในวัยเด็กไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเยาะหยัน กำลังยืนเผชิญหน้ากับนางเอกท่ามกลางสายฝนเพื่อเอ่ยประโยคที่กลั่นกรองมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
*“คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร... ถึงกล้าเข้ามาในพื้นที่ที่ผมพยายามสร้างกำแพงกั้นไว้นานที่สุดกันล่ะ รินรดา”*
ชื่อตัวละครในบท... รินรดา
ชื่อพระเอก... อคิน
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองอื้ออึงราวกับถูกค้อนทุบซ้ำๆ เธอไม่ได้ตั้งใจ... หรืออันที่จริง เธอน่าจะ "เผลอ" เอาความจริงมาปะปนกับจินตนาการมากเกินไปจนน่ากลัว บรรทัดทุกบรรทัด สีหน้าท่าทางยามที่เขาขมวดคิ้ว ความเคยชินในการใช้มือเสยผมลวกๆ ยามเครียด หรือแม้แต่คำพูดแดกดันที่แฝงความห่วงใยไว้ใต้ความปากร้าย ทุกอย่าง... ล้วนถอดแบบมาจาก "อคิน" สถาปนิกหนุ่มตัวเป็นๆ ที่นั่งหัวโด่อยู่ห้องทำงานชั้นบนสุดของออฟฟิศนี้
ให้ตายเถอะ... นี่เธอกำลังแอบเอาชีวิตรักและปมด้อยของตาบ้านั่นมาเขียนเป็นนิยายน้ำเน่าออกอากาศให้คนทั้งประเทศดูหรือนี่!
"นั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้มเชียว หมึกพิมพ์หมดหรือว่าสมองตีบตันกันล่ะครับ นักเขียนบทมือทอง"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดทางด้านหลัง ทำเอารินรดาสสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำกาแฟหกใส่แป้นพิมพ์ หญิงสาวรีบพับฝาแล็ปท็อปลงเสียงดังสนั่น *ปัง!* จนอคินที่เพิ่งเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความฉงน
สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนตามสไตล์หนุ่มทำงานหนัก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองท่าทีพิรุธของคนตรงหน้าด้วยความสงสัย รอยยิ้มเยาะกวนประสาทถูกจุดขึ้นที่มุมปากตามนิสัยเดิม
"ตกใจอะไรขนาดนั้น หรือว่ากำลังแอบเขียนพล็อตเรื่องนินทาผมให้ออกอากาศอยู่ล่ะครับ" อคินเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับสร้างความหนาวเยือกให้สันหลังของคนฟังได้เป็นอย่างดี
รินรดารีบดันตัวลุกขึ้นยืนบังแล็ปท็อปมิดชิด รอยยิ้มเจื่อนๆ ถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างยากลำบาก "บ้าสิคุณ ใครเขาจะไปว่างเขียนเรื่องของคุณกันล่ะ ฉันเป็นนักเขียนบทมืออาชีพนะยะ มีเรื่องสร้างสรรค์ตั้งร้อยแปดพันเก้า ไม่เอาเวลาไปเขียนเรื่องของสถาปนิกปากจัดอย่างคุณหรอก"
"ปากจัด?" อคินทวนคำเสียงสูง เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานข้างๆ ก่อนจะสาวเท้าก้าวเข้ามาช้าๆ แรงกดดันรอบตัวทำให้รินรดาต้องถอยหลังทีละก้าว จนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนประชิดในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วเข้มลอยแตะจมูก ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ดวงตาสองคู่ประสานกันในความเงียบ รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ความลับที่ซ่อนอยู่ในไฟล์งานเมื่อครู่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
"ถ้าไม่ได้เขียนเรื่องของผม... แล้วทำไมเมื่อกี้พอผมเดินมา คุณถึงต้องรีบปิดจอหนีด้วยพิรุธขนาดนั้นล่ะครับ" อคินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้น เสียงกระซิบต่ำทุ้มดังอยู่ข้างใบหู จนเส้นขนอ่อนลุกชัน "หรือว่า... ในนั้นมันมีเรื่องของผมจริงๆ"
"เปล่าสักหน่อย!" รินรดาเถียงเสียงแข็ง พยายามเบือนหน้าหนีสายตาดุคมที่จ้องทะลุปรุโปร่ง "ฉันแค่อ่อนเพลีย อยากพักผ่อน... ถอยไปนะคุณอคิน คุณไม่มีสิทธิ์มาล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของฉันนะ"
"ความเป็นส่วนตัว?" อคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมฉายแววท้าทายชัดเจน "คุณจำได้ไหมว่าใครเป็นคนบุกเข้ามาโวยวายในห้องทำงานผมตอนตีสองเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะหาทางแก้แปลนตึกไม่ออก... ใครกันแน่ที่เริ่มล้ำเส้นก่อนครับ รินรดา"
คำพูดนั้นทำเอารินรดาเถียงไม่ออก เธอยอมรับว่าในหลายๆ ครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสถาปนิกหนุ่มก้าวข้ามเส้นคำว่า "เพื่อนร่วมงาน" หรือ "คู่กัด" ไปไกลโขแล้ว ความใกล้ชิดที่เกิดจากการทำงานร่วมกันท่ามกลางกองเดดไลน์และกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า ทำให้กำแพงในใจของทั้งคู่พังทลายลงทีละน้อย โดยที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากยอมรับมันออกมาตรงๆ
และนั่นคือเหตุผลที่เผลอระบายมันลงไปในบทละคร... ตัวละครอคินในเรื่องของเธอซื่อตรงกับความรู้สึกมากกว่าตัวจริงนับร้อยเท่า
"ฉัน... ฉันแค่เอาแรงบันดาลใจมาจากคนรอบตัวผิดตรงไหน นักเขียนเขาก็ต้องหาวัตถุดิบจากชีวิตจริงทั้งนั้นแหละน่า" รินรดายอมจำนนด้วยหลักฐานทางสีหน้า เธอลอบกลืนน้ำลายก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "อีกอย่าง... คุณไม่ได้น่ากลัวขนาดจะเป็นแรงบันดาลใจไม่ได้หรอกนะ"
อคินนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมคู่นั้นไหววับราọกับผิวน้ำต้องลม ความเงียบโรยตัวปกคลุมคนทั้งสองชั่วอึดใจ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นอย่างมีความหมาย มือหนายื่นผ่านลำตัวเธอไปกดเปิดฝาแล็ปท็อปที่ถูกปิดตายไว้อย่างรวดเร็ว
"อ๊ะ! เดี๋ยวสคุณอคิน!" รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจ พยายามจะเอื้อมมือไปปัดป้องแต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว
หน้าจอเรืองแสงขึ้นอีกครั้ง เปิดเผยหน้าเอกสารบทละครหน้าสุดท้ายที่เธอกำลังเขียนค้างไว้ ตัวอักษรสีดำบนพื้นหลังสีขาวเด่นหราอยู่ตรงหน้า อคินก้มลงอ่านมันด้วยความเงียบ บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งลง ณ วินาทีนั้น
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล เธอนึกอยากให้พื้นห้องยุบตัวลงไปเสียเดี๋ยวนี้ หรือไม่ก็ขอให้มีอัตตบาตตกใส่ตึกนี้ให้สิ้นเรื่อง เธอไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองปฏิกิริยาของเขา ว่าเขาจะโกรธ จะหัวเราะเยาะ หรือจะมองเธอด้วยสายตาแบบไหน
เวลาผ่านไปราศตวรรษในความรู้สึกของหญิงสาว ก่อนที่นิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มจะเลื่อนหน้าจอลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่ที่ประโยคบอกรักสุดซึ้งที่เธอบรรจงแต่งขึ้นจากความรู้สึกส่วนลึก
อคินอ่านมันซ้ำไปซ้ำมา สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด
"อืม..." อคินครางในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความโกรธเคืองเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันเต็มไปด้วยความขบขันและประกายตาที่พราวระยับ "ในเรื่อง... ผมดูเป็นคนคลั่งรักกว่าตัวจริงเยอะเลยนะครับเนี่ย"
รินรดาหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอรีบคว้าขอบจอจะพับปิดอีกรอบ "รู้แล้วก็คืนมาเลยนะ! ห้ามอ่านต่อนะคุณ!"
แต่อคินไวกว่า เขายกมืออีกข้างขึ้นจับข้อมือเธอไว้เบื้องหน้า แรงบีบกระชับพอเหมาะอบอุ่นและมั่นคง ทำให้รินรดาไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ ดวงตาคมกริบก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่ทำเอาสติกระเจิง
"แต่ผมชอบประโยคนี้..." อคินเอ่ยเสียงนุ่ม ทุ้มกังวานและชวนใจสั่นระทัว นิ้วหัวแม่มือของเขาเผลอลูบไล้หลังมือเธอเบาๆ อย่างลืมตัว "ที่คุณเขียนว่า... *'บางที กำแพงที่สร้างขึ้นมาหนาแน่นที่สุด อาจเป็นเพราะรอให้ใครสักคนพังมันเข้ามาด้วยความจริงใจ'*..."
รินรดาชะงักงัน ลืมหายใจไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเขาทวนประโยคของตัวเองออกมา
"ในฐานะสถาปนิก... ผมเกลียดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มั่นคงที่สุดครับ" อคินก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังแนบติดกับขอบโต๊ะ ไอร้อนจากร่างกายของเขาลอยละล่องเข้ามาโอบล้อมเธอไว้ทุกทิศทาง "แต่ถ้าเป็นกำแพงในใจคุณ... ต่อให้ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต ผมก็ยินดีจะพังมันเข้ามาด้วยตัวเองนะครับ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังจนรินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของอคิน และพบแต่ความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีปากจัดมาตลอดหลายเดือน
ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงทีละน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดรดรดแก้มกันและกัน ปลายนิ้วของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างอ่อนโยน หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน
ทว่า... ในจังหวะที่ปลายจมูกของคนทั้งสองกำลังจะแตะเข้าหากันอย่างพพอดีนั้นเอง
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูกระจกห้องทำงานดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของน้องฝึกงานประจำกองละครที่ตะโกนเข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
"พี่รินคะ! ผู้กำกับสั่งแก้บทฉากจบด่วนเลยค่ะ บอกว่าพระเอกต้องตบหน้านางเอก ไม่เอาแบบนี้แล้ว—อุ๊ย!"
เด็กฝึกงานเบรกเอี๊ยดอ้าดเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นสถาปนิกหนุ่มสุดโหดกำลังยืนคร่อมโอบร่างรุ่นพี่นักเขียนบทสาวไว้แนบชิดติดขอบโต๊ะ
อคินถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความขัดเคือง ดวงตาคมหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาพิฆาตที่แทบจะเผาอีกฝ่ายเป็นจุล
รินรดาสติหลุดกระเจิง รีบผลักแผงอกกว้างของอคินออกสุดแรงก่อนจะก้มหน้าหนีด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "โครโนสทริกเกอร์" มาโดยตลอดครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 19
นักเขียนกับจินตนาการที่เป็นจริง
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!