“ถ้าคุณจะจ้องหน้าผมขนาดนี้ ช่วยกรุณาหยิบตลับเมตรมาวัดระยะห่างไปเลยไหมครับ เผื่อคุณจะได้รู้ว่าการยืนล้ำเส้นพื้นที่ส่วนตัวคนอื่นน่ะ มันเสียมารยาทพอๆ กับการวิจารณ์งานออกแบบของผมโดยไม่มีความรู้”
อคินไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากแบบร่างบนโต๊ะเขียนแบบ เขายังคงตวัดปากกาเขียนเส้นโครงสร้างอาคารด้วยความแม่นยำและดุดัน เสียงทุ้มต่ำของเขาราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดเปรียบเสมือนใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง
รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอเปลี่ยนจากการกอดอกมาเป็นการพิงโต๊ะไม้เนื้อแข็งข้างตัวเขา สายตาคมกริบของนักเขียนบทโทรทัศน์กำลังไล่กวาดมองแผ่นหลังที่เกร็งตัวเล็กน้อยของชายหนุ่ม เธอไม่ได้มองงานออกแบบ แต่มอง ‘โครงสร้าง’ ของคนตรงหน้า
“คนที่พยายามสร้างกำแพงล้อมตัวเองไว้หนาๆ แบบคุณ มักจะมีจุดโหว่ที่น่าสนใจเสมอ” รินรดาเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังวิเคราะห์ตัวละครในบทละครที่เธอเขียน “ฉันไม่ได้จ้องหน้าคุณเพราะชื่นชมหรอกนะอคิน ฉันกำลังดูว่าภายใต้ท่าทีปากร้ายขวานผ่าซากเนี่ย คุณกำลังกลัวอะไรอยู่กันแน่”
อคินหยุดปากกาที่ปลายนิ้วทันที เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาของเขาไม่ได้ฉุนเฉียวเหมือนทุกครั้ง แต่มันว่างเปล่าจนน่าใจหาย
“คนเขียนบทละครอย่างคุณนี่ว่างงานขนาดต้องเอาคนรอบข้างมาเป็นวัตถุดิบให้นิยายกากๆ ของตัวเองเลยเหรอครับ?” เขาเหยียดยิ้ม “ถ้าอยากรู้เรื่องผมมากนัก ก็ลองเขียนให้มันจบดูสิ แต่บอกไว้ก่อนนะ... พล็อตเรื่องของผมน่ะ มันหักมุมและจบแบบที่คุณคาดไม่ถึงแน่นอน”
รินรดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเธอปะทะกับกลิ่นกระดาษและหมึกเขียนแบบบนโต๊ะ “พล็อตหักมุมงั้นเหรอ? งั้นลองดูไหมล่ะ ว่าถ้าฉันเขียนให้พระเอกที่ปากร้ายที่สุดในเรื่อง กลายเป็นคนที่แพ้ภัยความโดดเดี่ยวของตัวเองที่สุด... คุณจะทำหน้ายังไง”
อคินแค่นหัวเราะในลำคอ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนรินรดาต้องถอยไปหนึ่งก้าว ความกดอากาศรอบตัวชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที เขาไม่ใช่แค่สถาปนิกปากจัดในสายตาเธออีกต่อไป แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยบาดแผลที่ถูกเย็บปิดไว้อย่างมิดชิด
“คุณกำลังเล่นกับไฟรินรดา” อคินก้าวเข้ามาประชิด พื้นที่ระหว่างเราแคบลงจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของเขา “คนปากร้ายน่ะ ไม่ได้แปลว่าเขาไร้ความรู้สึก แต่มันแปลว่าเขากำลังใช้คำพูดผลักไสคนที่ไม่ควรเข้ามาใกล้... เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวดซ้ำซาก”
“งั้นคนแบบคุณ ก็แค่เด็กขี้แยที่ซ่อนตัวอยู่หลังโต๊ะเขียนแบบสินะ?” รินรดาสวนกลับด้วยความเร็วเท่ากัน เธอเชิดหน้าท้าทายแม้หัวใจจะเริ่มเต้นผิดจังหวะ
อคินเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัด ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมายังริมฝีปากของเธอที่กำลังขยับเถียงเขาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ ท่ามกลางเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ ความเงียบในห้องกลับดังกึกก้องไปด้วยเคมีที่พุ่งพล่านจนแทบหายใจไม่ออก
เขาโน้มตัวลงมา ใบหน้าอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว จนรินรดาสามารถมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาเข้มคู่นั้น
“ถ้าคุณอยากรู้นักว่าผมซ่อนอะไรไว้...” อคินกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด “งั้นก็ลองพิสูจน์ดูสิครับ... ว่าปากร้ายๆ ของผมเนี่ย เวลาที่มันไม่ได้พูดเรื่องงาน มันจะทำอะไรได้บ้าง”
รินรดานิ่งค้างไป เธอไม่คิดว่าเขาจะกล้าสวนกลับมาแบบนี้ เธอเตรียมจะอ้าปากโต้ตอบด้วยประโยคที่แสบสันกว่าเดิม แต่ทว่า...
*ปัง!*
เสียงประตูห้องทำงานถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจนรินรดาและอคินต้องผละออกจากกันแทบจะทันที แสงไฟจากโถงทางเดินสาดเข้ามาปะทะใบหน้าทั้งคู่ เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงสดที่ยืนหอบหายใจอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“อคิน! เรื่องที่พ่อคุณทิ้งไว้... มันไม่ได้จบง่ายๆ อย่างที่แกคิดนะ!”
อคินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา เขาไม่ได้หันไปมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แต่กลับมองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน... เป็นสายตาของความอ่อนแอที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงผ่านตัวละครไปด้วยกันนะครับ - โครโนสทริกเกอร์
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 5
ทฤษฎีคนปากร้าย
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!