"คุณจะยืนขวางประตูแบบนั้นอีกนานไหมครับ หรือว่าสมองกำลังประมวลผลคำว่า 'รับผิดชอบ' ไม่ทัน?"
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นทำลายความเงียบงันในห้องรับแขกโทนสีเทาดำ อคินในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กระดุมบนถูกปลดออกอย่างไร้ระเบียบ ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว สายตาคมกริบมองตรงไปยังร่างบางของรินรดาที่กำลังยืนแข็งทื่ออยู่หน้าโซฟา ราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกสาปไว้ตั้งแต่ลืมตาตื่น
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองของเธอขาวโพลนราวกับกระดาษ A4 ไร้ตัวอักษร ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานฉายชัดขึ้นมาเป็นฉากๆ ในหัว—ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่ง, สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาที่แนบบนเอวบาง, ลมหายใจที่รินรดรดรดรินอยู่ใกล้ชิด และที่สำคัญที่สุด... คำพูดบางคำที่หลุดออกมาจากปากของสถาปนิกปากจัดคนนี้ในยามที่สติสตางค์เกือบหลุดลอย
ให้ตายเถอะ นี่เธอกำลังเผชิญหน้ากับความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นนักเขียนบท หรือนี่คือพล็อตละครน้ำเน่าที่เธอเกลียดนักเกลียดหนากันแน่?
"ใครยืนขวาง?" รินรดาเชิดหน้าขึ้นทันที สัญชาตญาณการป้องกันตัวทำงานเร็วกว่าความกระด่อมกระกระเดื่องในใจ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา แม้ว่าสองขาจะยังสั่นนิดๆ "ฉันแค่กำลังใช้ความคิด... ว่าจะคิดบิลค่าทำความสะอาดความทรงจำเมื่อคืนยังไงให้คุณจ่ายไหวต่างหากล่ะคะ เอ๊ย... ต่างหากล่ะครับ!"
เธอเผลอหลุดคำลงท้ายแบบผู้หญิงออกไปแวบหนึ่งก่อนจะรีบแก้เกี้ยวด้วยน้ำเสียงห้วนจัด แต่อคินกลับไหวไหล่เล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นครึ่งหนึ่ง—รอยยิ้มแบบที่เธอมักจะนึกหมั่นไส้ทุกครั้งที่เห็น
"เปลี่ยนสรรพนามกระทันหันแบบนั้น กลัวผมได้ใจหรือว่ากลัวตัวเองห้ามใจไม่ไหวกันแน่ครับ รินรดา"
อคินสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันจากรัศมีตัวตนของเขาทำให้ห้องรับแขกที่กว้างขวางดูแคบลงไปถนัดตา กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นกาแฟอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้เธอนึกถึงอ้อมแขนที่กอดรัดเธอไว้ตลอดทั้งคืนโดยไม่ยอมปล่อยให้ออกห่าง
รินรดาถอยหลังกรูดจนสะโพไปชนกับพนักโซฟา เธออยากจะยกมือขึ้นผลักอกแกร่งนั้นออกไปให้พ้นทาง แต่ติดที่ว่าสายตาคู่คมที่มองมามันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะกล้าสบตานานๆ
"ถอยไปเลยนะอคิน คุณไม่มีสิทธิ์มา... มาทำสายตาแบบนี้ใส่ฉัน" เธอเอ็ดเสียงเบา พยายามดึงมาดนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคนกลับมา แต่แก้มใสกลับร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องเบือนหน้าหนีไปมองแจกันดอกไม้บนโต๊ะ
"ผมทำสายตาแบบไหนเหรอครับ?" อคินหยุดยืนห่างจากเธอเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่เหนือกลุ่มผมของเธอ "สายตาของคนที่เพิ่งรู้ตัวว่า... รสชาติของความเงียบเมื่อคืนมันดีกว่าการทะเลาะกันเป็นไหนๆ หรือเปล่า?"
ประโยคนั้นทำให้รินรดาชะงัก หัวใจกระหน่ำเต้นโครมครามจนแทบทะลุดکอก ความทรงจำเมื่อคืนย้อนกลับมาเต้นเร้าในอก ไม่ใช่เพราะความเมามาย แต่เพราะความรู้สึกที่แท้จริงที่ถูกปลดปล่อยออกมาภายใต้ความเงียบงันต่างหากที่น่ากลัวที่สุด
เมื่อคืน... หลังจากที่พวกเขาเถียงกันเรื่องบทละครโทรทัศน์ที่เธอกำลังเขียนจนดึกดื่น อคินก็เป็นฝ่ายเงียบลงก่อน ความเงียบที่ไม่ใช่ความอึดอัด แต่เป็นความเงียบที่ดึงให้เขยิบเข้าไปใกล้กันอย่างไร้แรงต้านทาน สัมผัสที่ปลายนิ้วของเขาเกลี่ยไล่ปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอ และคำพูดแผ่วเบaที่กระซิบข้างใบหู—*“อย่าเขียนให้ตัวเอกในเรื่องใจร้ายกับตัวเองนักเลย... แบบที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้”*
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอยังไม่พร้อมที่จะเคลียร์ความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้ในตอนนี้ เธอไม่อยากยอมรับว่าภายใต้ความปากจัดและท่าทีเย่อหยิ่งของสถาปนิกหนุ่มคนนี้ซ่อนความห่วงใยที่เธอพ่ายแพ้ให้มันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ฉันจะกลับบ้าน" เธอโพล่งออกมา ตัดสินใจใช้แผนถอยทัพ ร่างบางพยายามมุดลอดแขนแกร่งที่ยกขึ้นกั้นทาง แต่มีหรือที่คนอย่างอคินจะยอมปล่อยเหยื่อให้หลุดมือไปง่ายๆ
มือหนาคว้าจับข้อศอกเธอไว้เบื้องหลัง ออกแรงดึงเบาๆ เพียงนิดเดียว ร่างของเธอก็เซเข้าไปปะทะกับแผงอกอุ่นโดยอัตโนมัติ อคินก้มหน้าลงมามอง ปลายจมูกโด่งเกือบจะชนกับแก้มเนียน ความใกล้ชิดที่ระเบิดออกอย่างไร้การควบคุมทำให้ทั้งคู่ต่างชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
"จะรีบไปไหนล่ะครับ" เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมหีบฝาปาก "ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน กาแฟก็ยังไม่ได้ชง... หรือว่าคุณกลัวว่าถ้าอยู่ต่ออีกสักนาที คุณจะเผลอใจไปมากกว่าเมื่อคืน?"
"อคิน! คุณนี่มัน..." รินรดาเงยหน้าขึ้นหวังจะต่อว่าให้สาสม แต่คำพูดทั้งหมดกลับถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายความจริงจังวับวับ ไม่มีร่องรอยของการหยอกเย้า ไม่มีรอยยิ้มกวนประสาท มีเพียงความเวิ้งว้างบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ซึ่งเธออ่านมันไม่ออก
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเปลี่ยนจากความเขินอายกลายเป็นความตึงเครียดอันลึกซึ้ง ความเงียบที่น่าอึดอัดเมื่อเช้า กลับกลายเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาล รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความรู้สึกที่ไม่อาจย้อนกลับ
ติ๊งต่อง!
เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นทำลายความเงียบงันและระยะห่างที่อันตรายนั้นลงอย่างเฉียบพลัน ทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อย อคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ขณะที่รินรดาใช้จังหวะนั้นผลักอกเขาออกเต็มแรงแล้วหายใจเข้าลึกๆ
"ใครมาตอนนี้นะ" อคินบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ประตูหน้าด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก รินรดายืนจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่ด้วยความรลุกรลน พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
อคินกระชากประตูห้องเปิดออกด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะไล่แขกไม่ได้รับเชิญให้กลับไปไม่ว่าจะมาด้วยธุระอะไรก็ตาม แต่ทว่า... ทันทีที่ประตูเปิดกว้าง ร่างสูงกลับยืนนิ่งค้าง ราวกับถูกแช่แข็งด้วยภาพตรงหน้า
รินรดาที่เดินตามมาห่างๆ ขมวดคิ้วสงสัย เธอชะโงกหน้ามองผ่านไหล่กว้างของอคินออกไป และลมหายใจของเธอก็ต้องสะดุดกึกเมื่อพบว่าผู้ที่ยืนยิ้มแย้มถือกล่องกระดาษพัสดุใบใหญ่อยู่หน้าห้อง ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นอดีตคู่หมั้นหนุ่มที่หายตัวไปจากชีวิตเธออย่างไร้ร่องรอยเมื่อครึ่งปีก่อน!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมเต็มความฟินและความอินในตอนนี้นะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 27
ความเงียบที่น่าอึดอัด
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!