"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าปลาตายอยู่ตรงนั้น ผมคงต้องจ้าง รปภ. มาหามคุณออกไปฐานบุกุกรุกพื้นที่ส่วนตัวแล้วนะครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ แต่ใบหูของสถาปนิกหนุ่มกลับแดงเถือกตัดกับประโยคปากร้ายโดยสิ้นเชิง มันคือหลักฐานชิ้นโบว์แดงว่าความนิ่งขรึมเมื่อครู่เป็นเพียงเกราะกำบังอันเปราะบาง
รินรดากะพริบตาปริบๆ สมองที่มักจะแล่นฉิวในการคิดพล็อตดราม่าเข้มข้นกลับชัตดาวน์ชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนตอนที่ริมฝีปากของเราเกือบจะแนบสนิทกันยังคงฉายซ้ำเป็นสโลโมชันในหัว หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
"ฉันไม่ได้บุกรุกนะ คุณนั่นแหละที่ลากฉันเข้ามาในห้องประชุมส่วนตัวเพื่อ... เอ่อ เพื่อเคลียร์งานต่างหาก!" เธอเถียงเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความรุ่มร้อนที่ตีรวนขึ้นมาบนพวงแก้มด้วยการเชิดหน้าขึ้น
อคินถอนหายใจยาวเหยียด เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ท่าทางหงุดหงิดนั้นกลับยิ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจในสายตาของนักเขียนสาว "เคลียร์งานบ้าอะไรล่ะครับ หน้าคุณตอนนี้แดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสุกเสียอีก... เลิกทำปากเก่งแล้วถอยไปไกลๆ ผมหน่อยครับ อากาศแถวนี้มันน้อยเกินไปจนผมจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว"
คำพูดกวนประสาทนั้นดึงสติของรินรดาให้กลับคืนมา เธอหรี่ตามองคนปากแข็งที่ตอนนี้ทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาจัดระเบียบพิมพ์เขียวบนโต๊ะ ทั้งที่มือข้างนั้นกำลังสั่นน้อยๆ
"อ๋อเหรอคะ? นึกว่าคุณขาดอากาศหายใจเพราะเรื่องอื่นเสียอีก" รินรดาแกล้งเอ่ยแซะด้วยน้ำเสียงยียวน พลางขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกก้าว "เมื่อกี้เกือบไปแล้วเชียว น่าเสียดายจังนะครับที่คุณเลขาฯ ดันเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน"
อคินชะงักมือที่กำลังถือม้วนกระดาษ เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ แววตาคมกริบนั้นไหววับชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มมุมปากที่อันตรายต่อหัวใจคนมอง
"อยากลองต่อให้จบไหมล่ะครับ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กระซิบข้างหู ทำให้รินรดาถึงกับสะดุ้งเฮือก ถอยหลังกรูดไปชนกับตู้เก็บเอกสารด้านหลังแทบไม่ทัน ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาริ้วบนใบหน้าจนต้องรีบยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเอง
"คุณ... คุณนี่มัน..." เธอนึกคำด่าไม่ออก ชายคนนี้ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
อคินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศแปลกประหลาดที่อบอวลไปด้วยความหวานล้ำและเคมีที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างปฏิเสธไม่ได้ ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกเพื่อระบายความร้อน ก่อนจะเงยหน้ามองหญิงสาวที่ยังยืนหลังติดตู้เอกสาร
"เลิกแกล้งผมสักวันคุณจะตายไหมครับ?" อคินถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ความจริง... เรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟังเมื่อกี้ คุณเป็นคนแรกเลยนะรินรดา"
ประโยคหลังเขากระซิบเบาๆ แต่กลับดังชัดเจนในความเงียบ รินรดาชะงัก เธอมองลึกลงไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น ความลับเรื่องครอบครัวที่แตกสลายและปมในวัยเด็กที่อคินเพิ่งยอมเปิดปากเล่าให้ฟังก่อนที่เลขาฯ จะพรวดพาดเข้ามา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนเจ้าระเบียบและปิดกั้นตัวเองอย่างเขา
"ทำไม... ถึงยอมเล่าให้ฉันฟังล่ะคะ?" รินรดาถามเสียงแผ่ว ความเกรี้ยวกราดก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความลึกซึ้งที่กำลังเชื่อมโยงหัวใจของคนทั้งคู่เข้าด้วยกัน
อคินเงียบไปอึดใจหนึ่ง สายตาคมทอดมองออกไปนอกกระจกใสที่สะท้อนภาพตึกรามบ้านช่องของเมืองกรุง "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน... อาจจะเป็นเพราะคุณชอบเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ปลอดภัยของผมมั้งครับ หรืออาจจะเป็นเพราะ... เวลาที่ผมอยู่กับคุณ ผมไม่ต้องสวมหน้ากากเป็นสถาปนิกผู้สมบูรณ์แบบก็ได้"
คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่จริงใจอย่างที่สุด ทำเอารินรดาถึงกับพูดไม่ออก ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นรัวจนเจ็บแปลบ เธอรู้ดีว่าการเปิดเผยจุดอ่อนให้ใครสักคนเห็นมันยากเย็นแค่ไหน แต่วันนี้ผู้ชายปากร้ายคนนี้กลับมอบความไว้วางใจนั้นให้กับเธอ
ระยะห่างระหว่างสถาปนิกหนุ่มกับนักเขียนสาวไม่ได้วัดเป็นเซนติเมตรบนพื้นห้องอีกต่อไปแล้ว แต่มันถูกย่นย่อลงด้วยความเข้าใจและการแบ่งปันมุมที่เปราะบางที่สุดในจิตใจ
"งั้น..." รินรดาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินกลับเข้าไปยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขาอีกครั้ง เธอย่อตัวลงเล็กน้อยให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน "ถือว่าเราเจ๊ากันค่ะ ในเมื่อคุณยอมเปิดเผยความลับซกมกในใจให้ฉันฟังแล้ว... ฉันจะเล่าปมลับสมัยเด็กที่ฉันไม่เคยบอกใครให้คุณฟังบ้างดีไหมล่ะคะ"
อคินเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะระบายบนใบหน้าหล่อเหลา "เรื่องอะไรล่ะครับ? อย่าบอกนะว่าเคยแอบกินกระดาษทิชชُّตอนอนุบาล"
"อี๋! ใครจะไปทุเรียนทุรังแบบนั้นคะ!" รินรดาค้อนให้วงใหญ่ "ฉันจะเล่าเรื่องที่ฉันเคยโดนขังไว้ในห้องสมุดโรงเรียนสามชั่วโมงเต็มเพราะมัวแต่อ่านนิยายจนลืมเวลาต่างหาก... และคนที่มาเปิดประตูช่วยฉัน ก็คือเด็กผู้ชายท่าทางประหลาดคนหนึ่งที่พกซาลาเปาไส้หมูสับติดตัวตลอดเวลา..."
รินรดาหยุดพูด เธอจ้องมองปฏิกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้า ที่จู่ๆ ก็ชะงักค้าง ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับนึกอะไรบางอย่างออก
ความทรงจำสีจางในอดีตกำลังไหลย้อนกลับมาบรรจบกัน ณ จุดนี้
อคินอ้าปากค้างเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ "เด็กผู้หญิงขี้แยที่นั่งร้องไห้กอดกองหนังสือนิทาน... คือคุณหรอกเหรอ?"
"เพิ่งนึกออกหรือไงคะ คุณสถาปนิกปากจัด" รินรดาแย้มยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายระยิบระยับ
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ในอดีต เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างรวดเร็วก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต
"คุณอคินคะ! แย่แล้วค่ะ ลูกค้าสต์สตูดิโอใหญ่โทรมาแจ้งยกเลิกโปรเจกต์กะทันหัน แถมตอนนี้ข่าวลือเรื่องแบบตึกเราหลุดรั่วออกไปในโซเชียลแล้วด้วยค่ะ!"
เสียงร้อนรนของเลขาฯ สาวคนเดิมพุ่งทะลุเข้ามาในห้อง ทำลายบรรยากาศสีชมพูจนย่อยยับในพริบตา อคินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาเคร่งขรึมและเย็นชาดุจน้ำแข็งทันที ดวงตาสีเข้มหันกลับมาสบตากับรินรดาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
รินรดารู้ทันทีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะซัดถล่มพวกเขาแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในตอนนี้นะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 14
ระยะห่างที่หายไป
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!