ความเงียบงั้นงันในห้องทำงานสถาปัตยกรรมของอคินไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อย มันคือความกดดันชนิดที่ทำให้เนื้อตัวชาวาบราวกับออกซิเจนในห้องถูกสูบออกไปจนหมด กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มที่มักจะลอยแตะจมูกเวลาเขาเครียด บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความเปราะบางที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายปากร้ายคนนี้
"พ่อ..."
คำคำนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองผมด้วยความหงุดหงิดหรือรำคาญใจ ตอนนี้กำลังหลบเลี่ยงราวกับเด็กชายตัวเล็กๆ ที่เพิ่งทำความผิดครั้งใหญ่แล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์ กลับทิ้งน้ำหนักลงบนโซฟาหนังสีเข้มราวกับแรงโน้มถ่วงรอบตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า
ผมยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน ปล่อยให้ความอึดอัดทำหน้าที่ของมัน มือที่เพิ่งถูกเขาสลัดออกยังคงมีความอุ่นหลงเหลืออยู่จางๆ ความโกรธที่สั่งสมมาจากการโดนเขาจิกกัดสารพัดเรื่องในตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยสัญชาตญาณนักเขียนบทที่บอกผมว่า... *นี่คือปมสำคัญของตัวละครที่ถูกเก็บกักไว้ใต้พรมมานานเกินไป*
"ถ้ามันลำบากที่จะพูด..." ผมเลือกใช้จังหวะนี้ทำลายความเงียบ น้ำเสียงไม่ได้คาดคั้น แต่มีความนุ่มนวลอย่างประหลาดที่หลุดออกมาจากคนปากไวอย่างผม "...ก็ไม่ต้องพูดก็ได้ครับ คุณอคิน"
"ไม่..." อคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและต่ำลึกจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผม ชั่วแวบหนึ่งผมเห็นร่องรอยของความเจ็บปวดที่ถูกกลบฝังไว้ด้วยอีโก้มาตลอดชีวิตสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น "ถ้าผมไม่พูดวันนี้... ผมอาจจะไม่กล้าพูดมันอีกเลยก็ได้"
เขายกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่เริ่มยุ่งเหยิงจากการขยี้ซ้ำๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดราวกับต้องการระบายความอับชื้นในทรวงอก
"คุณเคยมองดูตึกสักหลังไหมครับ... รินรดา" จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่องถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่วกเข้าหาปรัชญาชีวิต "ตึกที่ภายนอกดูยิ่งใหญ่ มั่นคง กระจกใสสะท้อนท้องฟ้า เสาเข็มตอกลึกลงไปในชั้นดินดานเป็นสิบๆ เมตร ใครๆ ก็คิดว่ามันไม่มีทางพังทลาย..."
ผมไม่ตอบ เพียงแค่พยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงรอฟัง
"...แต่โครงสร้างภายในต่างหากที่คนนอกไม่มีวันเห็น" อคินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง "คอนกรีตที่ผสมผิดสูตรตั้งแต่เริ่มเท เหล็กเสริมที่ไม่ตรงตามมาตรฐานสเปก... ทุกอย่างถูกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนฉาบและสีทาผนังราคาแพง ครอบครัวของผมก็เป็นแบบนั้นแหละครับ"
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างเราถูกลดทอนลงเหลือเพียงความกว้างของโต๊ะทำงานตัวใหญ่
"พ่อผมเป็นสถาปัตยกรรมที่ล้มเหลว" อคินพูดต่อ สายตาทอดมองออกไปนอกกระจกใสที่สะท้อนภาพเมืองยามค่ำคืน "ท่านเป็นคนเก่ง เป็นปรมาจารย์ด้านการออกแบบที่คนกราบไหว้ แต่ท่านเป็นสามีและพ่อที่ห่วยแตกที่สุดในโลก ท่านสร้างบ้านให้คนอื่นมีความสุขนับร้อยหลัง แต่บ้านของตัวเองกลับเต็มไปด้วยรอยร้าวที่พร้อมจะพังลงมาทับคนข้างในได้ทุกเมื่อ..."
ผมขยับตัวเล็กน้อย ความตึงเครียดในแววตาของเขาทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความร้าวรานที่ลึกซึ้ง
"แม่ผมอดทนอยู่กับความเจ้าชู้และการดูถูกเหยียดหยามมาตลอดชีวิต ด้วยเหตุผลคลาสสิกที่ว่า 'เพื่อลูก' และเพราะคำว่าเพื่อลูกนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมต้องทนฟังเสียงทะเลาะ การปาข้าวของ และคราบน้ำตาของแม่ทุกค่ำคืนตั้งแต่จำความได้" อคินกลืนน้ำก้อนใหญ่ลงคอ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงตามแรงอารมณ์ที่พยายามกดข่มไว้ "ท่านบอกผมเสมอว่า ถ้าผมอยากเป็นสถาปนิกที่ดี ผมห้ามเอาเยี่ยงอย่างความอ่อนแอของท่าน แต่ในขณะเดียวกัน... ท่านก็ไม่เคยสอนเลยว่า จะรักคนอื่นอย่างไรโดยไม่ทำลายตัวเอง"
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของเด็กมีปัญหา แต่มันคือคำสารภาพจากวิญญาณที่แตกสลาย
"แล้ววันนั้น..." เสียงของอคินเริ่มสั่นเทา มือหนากำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "วันที่เกิดเรื่อง... วันที่ผมตัดสินใจเดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย พ่อพูดใส่หน้าผมว่า คนอย่างผมไม่มีวันเข้าใจความรักหรอก เพราะหัวใจของผมมันแข็งกระด้างเหมือนคอนกรีตบล็อก... เหมือนกับท่าน"
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันคือความหนักอึ้งของบาดแผลที่ถูกเปิดออกให้แสงแดดส่องถึงเป็นครั้งแรก
ในฐานะนักเขียนบท ผมใช้เวลาค่อนชีวิตในการสร้างตัวละครที่มีปมดราม่าซับซ้อน แต่ไม่มีตัวละครในนิยายเรื่องไหนในโลกที่จะถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาได้สมจริงเท่ากับมนุษย์ตรงหน้าผมตอนนี้เลย อคินไม่ได้ต้องการความสงสาร เขาน่าจะเกลียดด้วยซ้ำถ้าใครมองเขาด้วยสายตาเวทนา
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอื้อมมือออกไปช้าๆ วางทับลงบนหลังมือของเขาที่กำแน่นอยู่บนตัก
อคินสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายเกร็งขึ้นอัตโนมัติก่อนจะค่อยๆ คลายลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ผมส่งผ่านไป เขาก้มมองมือของผมที่ทาบทับอยู่บนมือเขา นัยน์ตาสั่นไหววูบหนึ่ง
"คุณไม่ใช่คอนกรีตบล็อกหรอคิน" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทและมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ถ้าคุณแข็งกระด้างอย่างที่พ่อคุณว่าจริง... คุณคงไม่ยอมนั่งสารภาพเรื่องนี้ให้ผมฟังด้วยซ้ำ และคุณคงไม่เลือกที่จะแบกความรับผิดชอบทั้งหมดไว้คนเดียวเพื่อปกป้องความรู้สึกของคนรอบตัวหรอก"
อคินเงยหน้าขึ้นสบตาผม ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นๆ ของเขาลอยมาปะทะกับพวงแก้ม ผมเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่คมนั้น—ดวงตาที่ไม่มีคราบความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเปราะบางที่น่าทะนุถนอมอย่างเหลือเชื่อ
"ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอמהชื่อผมแผ่วเบา ราวกับคนกำลังจะจมน้ำแล้วคว้าสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายไว้ "ทำไม... ทำไมคุณถึงอ่านผมออกทุกทีเลยวะ"
"เพราะฉันเป็นนักเขียนบทไงครับ" ผมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก พยายามเจือความขี้เล่นลงไปเพื่อลดทอนความดราม่าลงบ้าง แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอกแล้วก็ตาม "หน้าที่ของฉันคือการรื้อโครงสร้างตัวละครที่ซับซ้อน แล้วหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้พรม... และคุณน่ะ เป็นตัวละครที่เขียนบทยากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยรู้ตัวไหม"
อคินหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เจือหยาดน้ำตาจางๆ ในความมืดสลัวของห้องทำงาน แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นจากผู้ชายคนนี้
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป ความหมางเมิน ความปากร้าย และกำแพงสูงลิ่วที่เขาเคยสร้างไว้พังทลายลงไม่เป็นท่า เหลือเพียงพื้นที่ปลอดภัยเล็กๆ ระหว่างเราสองคน มือที่ผมวางทับเขาไว้เมื่อครู่ถูกพลิกกลับมา กุมกระชับนิ้วมือของผมไว้แน่นขึ้นอย่างลืมตัว ความอุ่นร้อนแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วฝ่ามือ ไต่ขึ้นมาจนถึงหัวใจ
ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ จนผมแทบจะหยุดหายใจ ปลายจมูกของเราเกือบจะชนกันอยู่รอมร่อ สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกจากร่างกายของกันและกัน แววตาของอคินกวาดมองลงมาที่ริมฝีปากของผมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสบตาด้วยประกายความรู้สึกที่ร้อนแรงและชัดเจนเสียจนไม่ต้องแปลความหมาย
นี่ไม่ใช่จังหวะของการปะทะคารมเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือแรงดึงดูดของแรงโน้มถ่วงที่ไม่อาจต้านทาน
ผมหลับตาลงครึ่งหนึ่ง หัวใจเต้นรัวเร็วดั่งกลองเพล รอคอยสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างรวดเร็วกว่าที่สมองจะทันประมวลผล
"คุณอคินคะ! แย่แล้วค่ะ เอกสารแบบแปลนโครงการใหม่มีปัญหา—"
เสียงแหลมสูงของเลขาฯ สาวที่พวดพาดเข้ามาหยุดชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า อคินผละออกจากผมด้วยความเร็วแสง ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนต้องกระโดดถอยหลังไปตั้งหลัก ส่วนผมก็รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอินและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน•ตอนที่ 13
ความจริงที่ไม่อยากฟัง
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมคน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!