รอยเปื้อนของหมึกซึมสีน้ำเงินบนกระดาษเอกสารราคาแพง ไม่ได้ทำให้ธันวารู้สึกหงุดหงิดเท่ากับเสียงเคาะนิ้วเป็นจังหวะบนโต๊ะทำงานกระจกใสของรินลดา
ความเงียบในห้องทำงานชั้นที่สี่สิบของสำนักงานกฎหมายใจกลางกรุงเวลานี้ ดำดิ่งเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างระมัดระวัง แสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากตึกระฟ้าเบื้องล่างสะท้อนผ่านกระจกเงาบานใหญ่ ทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของธันวาคม ผู้ชายที่มักจะควบคุมทุกสถานการณ์บนโต๊ะเจรจาได้เสมอ ทว่าในวินาทีนี้ เขากลับเลือกที่จะปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กัดเซาะกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต
"คุณไม่ได้เรียกผมมา เพื่อแค่นั่งมองนาฬิกาตายบนผนังนั่นหรอกนะครับ ทนายรินลดา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัด ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นว่างเปล่า แต่ลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดาความรู้สึก
รินลดายังคงนั่งไขว่ห้าง ปากกาในมือหมุนวนไปมาอย่างเชื่องช้า เอกสารคดีฉบับสำคัญที่พยายามตามหามาสามเดือนถูกเลื่อนไปตรงหน้าเขา หน้ากระดาษสีขาวสะอาดตาปรากฏชื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่พ่อของเธอเคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเปิดโปงความเน่าเฟะ ก่อนที่ชื่อของท่านจะถูกลบเลือนด้วยมลทินที่ไม่ได้ก่อ
"ฉันแค่อยากรู้ว่า... คนที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่พยายามฆ่าปิดปากพ่อฉัน กับคนที่นั่งจิบกาแฟอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ ใช้ตรรกะแบบไหนในการนิยามคำว่า 'ความยุติธรรม' ครับ คุณธันวา"
คำถามของรินลดาคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนรอยแผลเป็นเก่าๆ ธันวาชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความสุข
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เดินไปหยุดอยู่ที่กระจกบานใหญ่ มองออกไปเบื้องล่างที่มีรถราวิ่งสวนกันราวกับแมลงเม่าที่กำลังบินเข้าหาความตาย
"คุณคิดว่าความยุติธรรมหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะครับ ริน... มันคือกระดาษแผ่นบางๆ ที่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก หรือมันคือคุกที่มีไว้ขังเฉพาะคนจนที่ไม่ทางสู้" ธันวาหันกลับมามองเธอ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น แววตาไหววูบชั่วขณะราวกับกำลังเปิดประตูห้องใต้ดินที่ปิดตายมานานหลายปี "สำหรับผม... ความยุติธรรมเป็นเพียงสินค้าชนิดหนึ่ง ที่มีราคาแพงเกินกว่าที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งในวัยสิบขวบจะเอื้อมถึง"
รินลดาขมวดคิ้วเล็กน้อย ปฏิกิริยาทางจิตวิทยาบอกเธอว่า เขากำลังจะเปิดเผยบางสิ่งที่ซ่อนเร้น "คุณหมายความว่าอย่างไร"
ธันวาถอนหายใจยาว ปลดกระดุมเสื้อสูทด้านบนออกเล็กน้อยราวกับต้องการอากาศหายใจ "คุณรู้จักความรู้สึกของการยืนมองพ่อตัวเองถูกลากออกไปจากบ้านในข้อหารับสินบน ทั้งที่ในมือของท่านถือแค่แฟ้มเอกสารบัญชีที่กำลังจะส่งให้ ป.ป.ช. ไหมครับ... ตอนนั้น ผมอายุแค่สิบขวบ ยืนแอบอยู่หลังตู้เสื้อผ้า มองเห็นทุกอย่างผ่านรอยแผลแตกของไม้"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที รินลดาชะงักมือที่กำลังหมุนปากกา ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววความประหลาดใจระคนเห็นอกเห็นใจขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้
"พ่อผมไม่ได้คดโกง..." ธันวาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่ถูกกดไว้ด้วยความเยือกเย็นที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต "ท่านเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบที่ถูกโยนเข้าไปใต้ล้อรถไฟเพื่อปกป้องคนตัวใหญ่กว่า... ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมก็รู้ทันทีว่า กฎหมายไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องความจริง แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องคนที่มีอำนาจมากที่สุดในห้องพิจารณาคดีต่างหาก"
"แล้วคุณก็เลือกที่จะเป็นคนกลุ่มนั้น... คนที่กุมอำนาจและเหยียบย่ำคนอื่นเสียเองอย่างนั้นหรือคะ... เอ้ย... อย่างนั้นหรือครับ" รินลดาเผลอหลุดคำสามัญสำนัยเดิมออกไปเล็กน้อยก่อนจะปรับเสียงกลับมาเป็นสุภาพบุรุษ (และสุภาพสตรีในคราบมืออาชีพ) อย่างรวดเร็ว เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อน "การที่คุณยอมทำตามคำสั่งของพวกมัน ยอมรับข้อเสนอในดีลสกปรก เพื่อแลกกับการไต่อันดับขึ้นมาอยู่จุดนี้ มันต่างอะไรกับคนที่ทำลายครอบครัวคุณล่ะครับ"
ธันวาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น โน้มตัวลงเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเขากับรินลดาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"คุณคิดว่าผมยอมจำนนเหรอครับ รินลดา" เขากระซิบเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ถ้าผมไม่ทำตัวให้กล.มกลืนกับพวกมัน ถ้าผมไม่ยอมเล่นตามเกมสกปรกนั้น ป่านนี้กระดูกของผมคงฝังอยู่ใต้คอนกรีตที่ไหนสักแห่งไปนานแล้ว... การเป็นสุนัขจิ้งจอกในฝูงหมาป่า ไม่ได้แปลว่าเราต้องกินเนื้อเหมือนพวกมันเสมอไปหรอกนะครับ บางครั้ง... เราแค่รอเวลาให้พวกมันกัดกันเอง จนกว่าจะถึงวันที่เรามีอำนาจพอจะลากคอมันเข้าคุกทีละตัว"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องในความเงียบ รินลดาหัวใจเต้นผิดจังหวะ เธอพบว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางธุรกิจ หรือศัตรูที่ต้องกำจัดตามอุดมการณ์ แต่เขาคือเงาอีกด้านหนึ่งของเธอเอง—เงาที่เต็มไปด้วยบาดแผล ความโกรธแค้น และความโดดเดี่ยว
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดออกมาทำลายความเงียบที่เปี่ยมด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรินลดาก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายสมาธิ
รินลดาละสายตาจากธันวา หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายนิ้วเรียวยาวชะงักค้างทันทีที่เห็นชื่อผู้โทรเข้า
เป็นเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเก่า ซึ่งถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้วกว่าสิบปี
ธันวาสสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเธอ เขาก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างตามมารยาทวิชาชีพ "มีปัญหาอะไรหรือครับ"
รินลดาไม่ตอบ เธอกดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหู เสียงปลายสายเป็นเสียงซ่าของคลื่นวิทยุสลับกับเสียงหายใจหอบถี่ ก่อนที่เสียงแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งจะดังลอดออกมา
*(“คุณหนู... ถ้าคุณยังตามหาความจริงเรื่องคลังเอกสารปี 48 รีบไปที่ห้องใต้ดินของตึกเก่ากระทรวงการคลัง... ก่อนที่เอกสารชุดสุดท้ายจะกลายเป็นจุล...”) *
สายตัดไปทันทีพร้อมกับสัญญาณที่ตัดขาด
รินลดาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ธันวาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ประเมินสถานการณ์ เสียงก้าวเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเงาตะคุ่มของชายชุดสูทสีดำสามคนที่ปรากฏผ่านกระจกฝ้าหน้าห้อง—และหนึ่งในนั้น กำลังงัดกลอนประตูล็อคจากด้านนอกอย่างรวดเร็ว!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกำแพงแห่งอารมณ์นี้ไปด้วยกันนะครับ - คนมองเมือง
ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย•ตอนที่ 23
เศษเสี้ยวความทรงจำ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!