เสียงก๊อกเหล็กกระทบพื้นคอนกรีตเปลือยดังขึ้นเป็นจังหวะสามครั้ง… ช้า ทุ้ม และจงใจประกาศการมาถึงของความคุกคาม
รินลดากลั้นหายใจ แผ่นหลังเรียวแนบสนิทกับผนังปูนเย็นเยียบของลานจอดรถชั้นใต้ดิน เปลวไฟจากกองเพลิงอุดมการณ์ที่เธอกำลังจุดเพื่อเผา 'เอสแอล กรุ๊ป' ดูเหมือนจะย้อนกลับมาแผดเผาตัวเองในวินาทีนี้แล้ว เอกสารสำนวนคดีฉบับจริงที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเอกสารหนังสีดำหนักอึ้งราวกับก้อนอิฐ น้ำหนักของความจริงช่างไร้ค่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักของท่อนเหล็กที่ลากครูดไปกับพื้นซีเมนต์ เกิดเป็นประกายไฟสีส้มวาบขึ้นในความมืดสลัว
"ทนายริน... ความยุติธรรมเนี่ย มันกินอิ่มกว่าเงินสดในบัญชีหรือเปล่าครับ?"
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังขึ้นจากเงาดำตรงเสาต้นที่สาม ใบหน้าภายใต้หมวกแก๊ปสีเข้มบดบังครึ่งซีก แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความหิวกระหาย ความรุนแรงไม่ใช่ทางเลือกแรกของพวกมัน แต่เป็นวิธีสุดท้ายที่ง่ายที่สุดเสมอเมื่อเงินและอำนาจซื้อความเงียบไม่ได้
รินลดาขยับมือช้าๆ เข้าไปในกระเป๋าโค้ท สัมผัสความเย็นเฉียบของด้ามสเปรย์พริกไทย นิ้วโป้งพร้อมกด แต่หัวใจที่เต้นรัวระรัวในอกบอกเธอว่า ระยะห่างสามเมตรระหว่างเธอกับชายแปลกหน้าคนนั้น... เธอไม่มีทางกดมันทันก่อนที่ท่อนเหล็กในมือเขาจะฟาดลงมาที่ต้นคอ
"ถ้าฉันตาย เอกสารชุดนี้จะถึงมืออัยการสูงสุดภายในสิบนาที" รินลดาฝืนบังคับเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้เรียวขาจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เธอยกคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความหวาดกลัวไว้ภายใต้หน้ากากของความเยือกเย็นที่เธอสวมใส่มาตลอดชีวิต
ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าสะพรึงกลัว "สิบนาทีเหรอครับทนาย? แต่น่าเสียดาย... อากาศในปอดของคุณ น่าจะหมดลงในอีกไม่ถึงหนึ่งนาทีนี้ต่างหาก"
เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้ รัศมีแห่งความตายบีบอัดพื้นที่อากาศรอบตัวให้เหลือน้อยลงทุกที รินลดาหลับตาลงเสี้ยววินาที เตรียมรับมือกับแรงกระแทกที่กำลังจะมาถึง แต่ทว่า...
*เอี๊ยด—!*
เสียงยางรถยนต์กรีดร้องเสียดสีกับพื้นคอนกรีตดังสนั่นลานจอดรถ ตามมาด้วยแสงไฟหน้าทรงพลังระดับซีนอนสีขาวนวลที่สาดส่องเข้าใส่ร่างของชายแปลกหน้าเต็มตา จนมันต้องยกแขนขึ้นบังแสงโดยสัญชาตญาณ
รถยนต์ซีดานยุโรปสีดำสนิทพุ่งตัวเข้ามาขวางกั้นระหว่างรินลดากับผู้คุกคามอย่างแม่นยำราวกับคำนวณไว้ ประตูฝั่งคนขับเปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูททาร์คทรีพสีเทาเข้ม ธันวาก้าวลงมาจากรถ ท่าทีของเขาไม่ได้แสดงความรีบร้อนหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่รังสีอำมหิตและความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้บรรยากาศรอบข้างลดอุณหภูมิลดลงอย่างฮวบฮาบ
"ค่ำคืนนี้อากาศค่อนข้างเย็นนะครับ... ไม่คิดว่าหนูแมวตัวน้อย จะต้องมาเดินเล่นในเขตหวงห้ามของสุนัขล่าเนื้อแบบนี้"
ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย สายตาคมกริบมองเลยผ่านร่างของชายแปลกหน้าไปหยุดอยู่ที่รินลดาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองผู้บุกรุกราวกับพญาอินทรีย์ที่กำลังประเมินเหยื่อ
ชายสวมหมวกแก๊ปหน้าตาตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขากัดฟันกรอด กระชับท่อนเหล็กในมือแน่น "อย่ายุ่งเรื่องนี้คุณธันวา! นี่มันคำสั่งจาก..."
"ผมไม่สนหรอกครับว่าคำสั่งนั้นจะมาจากเบื้องบนหรือขุมนรกไหน" ธันวาตัดบท น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกรรไกรตัดลวด "แต่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น... คือคนที่ผมยังไม่อนุญาตให้ใครแตะต้อง ทั้งในฐานะคู่แข่งทางธุรกิจ และ... ในฐานะที่ผมยังไม่อยากเห็นเอกสารบนโต๊ะทำงานของผมถูกทำลายด้วยวิธีสกปรกแบบนี้"
บรรยากาศในลานจอดรถเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ยังคงคำรามเบาๆ ชายแปลกหน้ากวาดสายตามองประเมินธันวาและบอดี้การ์ดอีกสองคนที่ก้าวลงมาจากเบาะหลัง ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนไม่ได้พกอาวุธปืน แต่วิธียืนและมัดกล้ามเนื้อใต้สูทบอกชัดเจนว่าผ่านสนามรบมาโชกโชน ชายสวมหมวกถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังและกลืนหายไปกับความมืดของมุมตึกอย่างไร้ร่องรอย
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง รินลดาผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบค่อนน้ำหนักลงเกือบแตะพื้น หากแต่เรียวแขนแข็งแกร่งคู่หนึ่งกลับคว้าเข้าที่ข้อศอกของเธอไว้เสียก่อน แรงพยุงที่มั่นคงแต่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนเกินความจำเป็น ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ชายที่เธอเกลียดชังและหวาดระแวงที่สุดในโลก
"คุณมาทำไม..." รินลดาเค้นเสียงถาม ลมหายใจยังคงหอบกระชั้น เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้า
ธันวาไม่ตอบในทันที เขาดึงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อสูท ยื่นส่งให้เธอด้วยท่าทีสุภาพเยี่ยงสุภาพบุรุษ แต่แววตากลับฉายประกายความซับซ้อนที่อ่านไม่ออก
"ผมไม่ได้มาช่วยคุณเพราะความสงสารหรอกครับ ทนายริน" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม แฝงความหมายลึกซึ้งที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "แต่ถ้าคุณตาย... เกมที่ผมกำลังเดินอยู่บนกระดานนี้ ก็จะไม่มีค่าอะไรเลย เพราะฉะนั้น... ช่วยเก็บชีวิตและอุดมการณ์โง่ๆ ของคุณไว้ จนกว่าเราจะเล่นกันจนจบกระดานดีกว่าครับ"
รินลดารับผ้าเช็ดหน้านั้นมาถือไว้แน่น ปลายนิ้วของเธอสั่นระริก ไม่ใช่ด้วยความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เป็นเพราะความจริงที่ว่า... คนเดียวที่ช่วยชีวิตเธอจากความตายในคืนนี้ กลับเป็นปีศาจตัวเดียวกันกับที่เธอกำลังพยายามจะส่งเข้าคุก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าโค้ทของรินลดาก็สั่นสะท้อนขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบงัด ธันวาก้มมองหน้าจอที่ส่องแสงวาบขึ้นมาโดยบังเอิญ และนั่นทำให้รอยยิ้มมุมปากของนักกลยุทธ์ผู้ไร้พ่ายถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะ
ชื่อผู้ส่งปรากฏหราบนหน้าจอ...
'ผู้บัญชาการสมชาย (พ่อของคุณรินลดา)'
รินลดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สีหน้าของเธอซีดเผือกยิ่งกว่าตอนที่ถูกจ่อด้วยท่อนเหล็กเสียอีก เพราะพ่อของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่เธออายุสิบขวบ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกำแพงแห่งอารมณ์และอุดมการณ์นี้ไปด้วยกันนะครับ
ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย•ตอนที่ 8
เสียงกระซิบในความมืด
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!