เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำบนโต๊ะกระจกนิรภัยในห้องทำงานส่วนตัว ดังสะท้อนก้องกราบความเงียบงันยามวิกาลอย่างบาดหู รินลดาไม่ได้ถอนหายใจและไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก ดวงตาคู่คมกริบใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาจ้องมองเอกสารแผ่นสุดท้ายที่เพิ่งร่วงหล่นลงมา—เอกสารบัญชีลับที่ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์สูงสุดในคดีฮุบที่ดินชุมชนริมน้ำ และหนึ่งในลายเซ็นกำกับย่อหน้าที่มุมขวาล่างนั้น คมชัดและคุ้นตาเสียจนหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำในอกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความเย็นเยียบที่ค่อยๆ แผ่ซ่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่กระดูกสันหลัง
"คุณเก็บมันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่... ธันวา"
น้ำเสียงของรินลดาเรียบสนิท ปราศจากความสั่นเครือ แต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่หนักหน่วงจนทำให้บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้แคบลงไปถนัดตา
ธันวาซึ่งยืนพิงขอบกระจกใสบานใหญ่ มองออกไปเบื้องล่างยังแสงไฟระยิบระยับของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ค่อยๆ หันกลับมา เขาไม่ได้รีบร้อนแก้ตัว รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากยังคงความสุขุมเยือกเย็นตามแบบฉบับของนักกลยุทธ์ผู้กุมชะตากรรมขององค์กรไว้ครึ่งหนึ่ง แต่วันนี้ แววตาคู่นั้นกลับมีความโดดเดี่ยวซ่อนอยู่ลึกเกินกว่าที่รินลดาสัมผัสได้ในยามปกติ
"ผมไม่ได้เก็บมันไว้... ผมแค่เลือกเวลาที่จะเปิดมัน" ธันวาตอบเสียงนุ่ม ทอดจังหวะเว้นช่วงอย่างจงใจ ก่อนจะก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน "ความถูกต้องไม่ได้แปลว่ามันจะยืนหยัดได้ด้วยตัวมันเองเสมอไปหรอกนะรินลดา บางครั้ง... เราต้องยอมให้มือเปื้อนโคลนบ้าง เพื่อไม่ให้ทั้งตัวจมลงไปในบึง"
"คำคมสวยหรูพวกนี้ เอาไว้ใช้กล่อมคณะกรรมการบริษัทเถอะครับ... อ้อ ไม่สิ ตอนนี้คุณคงไม่ต้องใช้มันแล้วกระมัง เพราะคุณคือกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่" รินลดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองชายหนุ่มราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน "คุณหลอกฉันมาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มทำคดีนี้ คุณรู้ว่าเอกสารชุดนี้อยู่ที่ไหน และคุณก็รู้ว่าถ้าขุดคุ้ยลึกลงไป ใครคือคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศของชาวบ้านเหล่านั้น... และคนคนนั้นก็คือตระกูลของคุณเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ แต่กลับไม่สามารถลดทอนความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นได้เลย ธันวาหยุดยืนห่างจากโต๊ะเพียงแค่เอื้อมมือ เขาสบตากับเธอตรงๆ ไม่หลบเลี่ยง แต่สายตานั้นกลับสะท้อนความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะกำบังอันหนาทึบ
"แล้วคุณคิดว่า ถ้าไม่มีผมคอยดึงเบรกในวินาทีสุดท้าย ชาวบ้านพวกนั้นจะเหลืออะไร?" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความกดดัน "คุณมองโลกในแง่ดีเกินไป รินลดา โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์บริสุทธิ์ แต่มันขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ถ้าผมไม่ยอมก้มหัวให้พวกมันในวันนั้น วันนี้คุณคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในฐานะทนายความมือหนึ่งของบริษัทหรอก คุณอาจจะกลายเป็นศพที่ถูกลืมเลือนไปเหมือนพ่อของคุณแล้วด้วยซ้ำ"
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ รินลดายืนนิ่งค้าง มือขวายังคงสั่นระริกเล็กน้อยจากแรงปะทะ แต่แววตาของเธอกลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความโกรธที่พุ่งถึงขีดสุด การที่ธันวากล้าหยิบยกเรื่อง "พ่อ" ของเธอขึ้นมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางจิตวิทยา คือเส้นแบ่งเขตสุดท้ายที่เขาไม่ควรล่วงล้ำ
ธันวาไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ขึ้นรอยแดง เขายังคงมองเธอด้วยสายตาคู่เดิม สายตาที่เต็มไปด้วยความยอมจำนนต่อโชคชะตาที่เขาเป็นคนเลือกเอง
"คุณไม่มีสิทธิ์... เอาพ่อฉันมาพูด" รินลดาเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตาคลอหน่วยในดวงตาแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีอันแรงกล้า "ฉันเคยคิดว่าคุณต่างจากพวกมัน ฉันเคยคิดว่าคุณคือคนเดียวที่เข้าใจความเจ็บปวดของการถูกระบบเน่าเฟะนี่บดขยี้ แต่ที่แท้... คุณก็แค่เงาอีกด้านหนึ่งของพวกมัน เป็นหมากตัวสำคัญที่ใช้ความฉลาดมาฟอกขาวให้ความชั่วช้า!"
"ริน..." ธันวาขยับตัวเข้าหาด้วยความลืมตัว แต่ต้องชะงักเมื่อรินลดาถอยหลังกรูด พร้อมกับยกมือขึ้นห้ามปรามราวกับรังเกียจที่จะให้เข้าใกล้
"พอเถอะครับ ธันวา" รินลดาผ่อนลมหายใจยาวเพื่อดึงสติและความเยือกเย็นกลับคืนมา แม้เสียงของเธอจะยังคงสั่นพร่าอยู่บ้าง "ดีลระหว่างเรา... จบลงแค่นี้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะยื่นใบลาออก และเอกสารชุดนี้ พร้อมกับหลักฐานทั้งหมดที่ฉันรวบรวมได้ จะถูกส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด ไม่ใช่เพื่อบริษัท... แต่เพื่อความยุติธรรมที่ฉันเคยให้สัญญาไว้กับวิญญาณพ่อของฉัน"
เธอหมุนตัวหันหลังให้ทันที คว้ากระเป๋าหนังบนเก้าอี้ขึ้นมาสะพายไหล่ด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว ฝีเท้าก้าวฉับๆ ไปยังประตูกระจกทางออกโดยไม่หันกลับมามองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย ความศรัทธาที่เธอเคยมีต่อเพื่อนร่วมงานและคู่คิดคนนี้ ได้พังทลายลงไม่เป็นท่า เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและเศษซากของความรู้สึกที่แตกละเอียด
ขณะที่รินลดากำลังเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเพื่อออกไปจากนรกขุมนี้ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเงาสะท้อนผ่านกระจกฝ้าที่แสดงให้เห็นถึงการมาเยือนของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ
ประตูกระจกถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอก ก่อนที่ชายในชุดสูทสีเข้มสามคนจะก้าวเข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับชายวัยกลางคนท่าทางทรงอำนาจผู้หนึ่งที่รินลดาจำได้แม่นยำ—ท่านรองประธานกรรมการผู้ทรงอิทธิพล ผู้ซึ่งกุมความลับดำมืดทั้งหมดของบริษัทไว้
"จะรีบไปไหนล่ะครับ คุณรินลดา... คดีสำคัญเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเองนะ" ท่านรองประธานยิ้มเยาะ มือประสานกันไว้ที่หน้าท้อง สายตากวาดมองไปยังแฟ้มเอกสารบนโต๊ะก่อนจะหันกลับมาสบตากับเธอ "แล้วก็น่าเสียดายแทนคุณจริงๆ ที่เอกสารชุดที่คุณถืออยู่นั้น... เป็นแค่สำเนาที่ถูกคัดลอกมาเพื่อตบตาหนูตกถังข้าวสารอย่างคุณเท่านั้น"
รินลดาเบิกตากว้าง หันขวับกลับไปมองธันวาที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
"ธันวา... หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่าคุณตกหลุมพรางซ้ำสองแล้วล่ะครับ..." เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงคลิกเบาๆ ของกุญแจมือที่ถูกโยกกระทบกันในความมืด
— ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุน "คนมองเมือง" เสมอมานะครับ —
ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย•ตอนที่ 33
วิกฤตความศรัทธา
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!