ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย•ตอนที่ 18

จุดเปลี่ยนของความรู้สึก

ผลงานโดย คนมองเมือง
คราบกาแฟเย็นชืดที่ก้นแก้วกระดาษบนโต๊ะทำงานของรินลดาทำหน้าที่เป็นเครื่องบอกเวลาที่ดีกว่านาฬิกา เข็มสั้นของเที่ยงคืนผ่านพ้นไปแล้ว สองชั่วโมงเต็มที่ห้องทำงานกระจกเงาบนชั้นยี่สิบห้าของสำนักงานกฎหมายใจกลางกรุงเทพฯ เหลือเพียงเธอและแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ เอกสารคดีฉบับที่สามสิบแปดยังคงกางอยู่ตรงหน้า ตัวอักษรทางกฎหมายที่เรียงรายแน่นขนัดเริ่มพร่าเลือน แต่ความตื่นตัวในสมองของเธอกลับพุ่งพล่านราวกับเพิ่งเริ่มวันใหม่ เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ สองครั้ง ไม่ได้ทำให้รินลดาเงยหน้าขึ้น เพราะในเวลานี้ มีเพียงคนเดียวที่มีรหัสผ่านคีย์การ์ดเข้ามาถึงชั้นนี้ได้โดยไม่ต้องผ่านการแลกบัตร ธันวาปรากฏตัวในชุดสูทสีชาคูลที่ไม่มียับแม้แต่น้อย แม้เนคไทจะถูกคลายออกเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น แต่ท่าทีสุขุมเยือกเย็นและรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ของเขายังคงอยู่ มือใหญ่วางกล่องกระดาษบรรจุอาหารญี่ปุ่นราคาแพงไว้ข้างกองแฟ้มคดี ก่อนที่เขาจะดึงเก้าอี้ตรงข้ามเธอนั่งลงโดยไม่รอคำอนุญาต "คุณยังไม่กลับอีกหรือครับ ทนายรินลดา" น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือความเหนื่อยล้าเจือจางเอ่ยขึ้น "หรือว่าคุณกำลังพยายามหาช่องโหว่ในสัญญาซื้อขายหุ้นรอบล่าสุด เพื่อจะเล่นงานผมให้ล้มละลายในศาลสัปดาห์หน้า" รินลดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองผู้ชายตรงข้ามอย่างพิจารณา ปลายปากกาในมือหมุนวนช้าๆ "ฉันไม่ได้มองหาช่องโหว่เพื่อจะเล่นงานคุณหรอกค่ะ... เอ๊ย... ครับ" เธอชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก ความผิดพลาดเล็กน้อยนี้ทำให้บรรยากาศตึงเครียดคลายลงครู่หนึ่ง "ผมหมายถึง... ฉันกำลังมองหาความจริงต่างหาก ธันวา ความจริงที่คุณพยายามซ่อนไว้ใต้พรมราคาแพงพวกนั้น" ธันวาไม่โต้ตอบทันที เขายื่นมือไปหยิบแฟ้มคดีเล่มหนาที่รินลดากำลังศึกษาอยู่ เปิดดูผ่านๆ ด้วยสายตานักธุรกิจที่วิเคราะห์ตัวเลขและข้อกฏหมายได้เร็วกว่าคนทั่วไป ความเงียบโรยตัวลงระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงรถยนต์บนถนนเบื้องล่างที่ดังแว่วขึ้นมาเป็นระยะ "ความจริงเหรอครับ" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาที่มักจะเต็มไปด้วยความมั่นใจและกลยุทธ์เฉียบคมในยามปกติ กลับมีร่องรอยของความอ่อนล้าบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ "คุณคิดว่าความจริงมีกี่ด้านล่ะ ริน... ในโลกที่คุณเติบโตมา มีแต่ขาวกับดำ คนดีกับคนเลว พ่อของคุณเป็นตำรวจตงฉินที่ยอมตายเพื่อความถูกต้อง นั่นคือศรัทธาของคุณ แต่ในโลกที่ผมยืนอยู่... ทุกคนมีราคาที่ต้องจ่าย และไม่มีใครสะอาดพอที่จะโยนหินใส่คนอื่นหรอกครับ" คำพูดนั้นแทงใจดำรินลดาอย่างจัง เธอวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ความโกรธระคนน้อยใจแล่นริ้วขึ้นมาในอก "อย่าเอาเรื่องพ่อฉันมาอ้างเพื่อjustifyการกระทำสีเทาของคุณนะ ธันวา!" รินลดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ "คุณคิดว่าคุณแบกภาระบริษัทไว้คนเดียวแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ? คุณเหยียบย่ำความถูกต้อง ทำลายชีวิตคนอื่น เพื่อให้ตัวเลขในบัญชีบริษัทของคุณมันสวยหรูเนี่ยนะ!" ธันวายังคงนั่งนิ่ง เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองต่อการตวาดนั้น ตรงกันข้าม เขากลับถอดสูทตัวนอกออก พาดไว้ที่พนักเก้าอี้ แล้วปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นข้อมือที่มีรอยแผลเป็นจางๆ จากอุบัติเหตุในอดีต ภาพนั้นสะดุดตารินลดาจนเธอต้องหยุดคำพูดที่กำลังจะพรั่งพรูออกมา "คุณคิดว่าผมมีความสุขเหรอครับ..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่นิ่งสนิทจนน่าใจหาย รอยยิ้มเยาะหยันเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงใบหน้าที่สะท้อนความโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด "เวลาที่ผมต้องเซ็นอนุมัติปลดพนักงานนับร้อยคน เพื่อให้บริษัทรอดพ้นจากการล้มละลายจากความโลภของพ่อผมเอง... คุณคิดว่าผมนอนหลับสบายดีหรือครับ?" รินลดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก เธอมองลึกลงไปในดวงตาของชายหนุ่ม ภายใต้เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบที่เขาแสดงต่อโลกภายนอก บัดนี้มันกลับมีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็น ความเปราะบางที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับปีค่อยๆ เผยตัวออกมาผ่านความเงียบงัน "ธันวา..." น้ำเสียงของเธออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบาย มันคือความเข้าใจ... ความเข้าใจที่ว่า คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความสำเร็จ มักเป็นคนที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวและหนתหนาวที่สุดบนกองซากปรักหักพังที่ตนไม่ได้เป็นคนสร้าง ธันวาลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับความเหนื่อยล้าลอยเข้าจมูก รินลดาไม่ได้ถอยหลังหนี เธอยังคงยืนสบตาเขา ปลายทางของอุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง บัดนี้กลับถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยบาดแผลทางจิตวิญญาณที่คล้ายคลึงกัน "ถ้าคุณเกลียดผม ทุบตีผม หรือฟ้องร้องผมให้ติดคุก... มันอาจจะง่ายกว่านี้สำหรับผมนะ ริน" ธันวาโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากอยู่ห่างจากใบหูเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้ม ทำให้หัวใจของทนายสาวเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง "แต่ทำไม... เวลาที่คุณมองมาที่ผม สายตาของคุณถึงไม่ได้มีแต่ความเกลียดชัง แต่มันกลับมีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่า... ผมไม่ได้ตัวคนเดียวในโลกใบนี้" บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง รินลดาเม้มริมฝีปากแน่น สมองส่วนที่มีเหตุผลพยายามส่งเสียงเตือนสิกขาบททางวิชาชีพและเส้นแบ่งเขตระหว่างคู่กรณี แต่หัวใจกลับทรยศด้วยการไม่ยอมขยับถอยหนี ก่อนที่บทสนทนาทางจิตวิทยาอันตึงเครียดและเปี่ยมด้วยแรงดึงดูดนี้จะก้าวข้ามเส้นกั้น ทันใดนั้น... *กริ๊ก! เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงประตูกระจกด้านนอกที่เปิดผางออกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายความเงียบงันในยามวิกาลลงทันที* เงาร่างของใครบางคนทาบทับลงบนกระจกใสด้านนอก พร้อมกับเอกสารซองสีน้ำตาลถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังปัง! "ไม่ต้องหากฎหมายหรอกครับ... เพราะหลักฐานชิ้นใหม่ที่ผมเพิ่งได้มาเมื่อห้านาทีก่อน จะทำให้เกมทั้งหมดนี่ต้องจบลงในคืนนี้" เสียงทุ้มต่ำที่ไม่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มของบุคคลที่สามที่ก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามาในแสงไฟ ซึ่งทำให้ทั้งธันวาและรินลดากลืนคำพูดทั้งหมดลงคอทันทีเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกำแพงแห่งอารมณ์นี้ไปด้วยกันนะครับ - คนมองเมือง
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับฝัน: เมื่อความถูกต้องมีราคาที่ต้องจ่าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%