"เจ้าเรียกขานวิถีกระบี่ของตนว่า 'วิปลาส' ทว่าในสายตาข้า... สิ่งที่วิปลาสยิ่งกว่าคือหัวใจที่แบกรับความแค้นไว้จนหนักอึ้งดั่งขุนเขาต่างหาก"
เสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกของเซียนจื่อเวยดังก้องขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำศิลาจันทรา นางยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่มู่เฉิน แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกเพดานถ้ำอาบไล้ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูคล้ายภูตผีมากกว่าเทพธิดา ทว่าในดวงตาคู่คมกริบนั้น มิได้มีความเหยียดหยามเฉกเช่นเหล่าศิษย์สำนักจันทร์กระจ่างคนอื่น มีเพียงร่องรอยของความโศกเศร้าที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน
หลี่มู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน ไอสีดำทมิฬจากกระบี่วิปลาสที่พาดวางข้างกายยังคงส่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ ดุจเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกจองจำ เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยดุดันดุจราชสีห์กลับดูหม่นแสงลงวูบหนึ่ง
"ความแค้นหรือ? ข้าเพียงแค่ตอบแทนโลกที่ทรยศข้าด้วยวิถีที่มันมอบให้" หลี่มู่เฉินแค่นยิ้มที่มุมปาก มือหยาบกร้านเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ "ท่านเซียนผู้สูงส่ง ท่านไม่อาจเข้าใจหรอกว่า การถูกคนที่เรียกตัวเองว่า 'อาจารย์' แทงข้างหลังเพียงเพราะต้องการรักษาสถานะของสำนักนั้น... มันทรมานเพียงใด"
จื่อเวยขยับกายเข้าใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยเหมันต์โชยปะทะจมูกชายหนุ่ม นางทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม มือเรียวงามดุจลำเทียนยื่นออกมา แต่กลับหยุดชะงักลงกลางอากาศ ก่อนจะตัดสินใจวางลงบนรอยแผลเป็นที่พาดผ่านลำคอของเขาอย่างแผ่วเบา
สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลนั้น ทำให้หลี่มู่เฉินชะงักงัน กระแสปราณในกายที่เคยปั่นป่วนดุจคลื่นพายุกลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด
"ข้าไม่เคยบอกว่าข้าเข้าใจเจ้า" จื่อเวยกล่าวเสียงแผ่ว "แต่ข้าเห็น... เห็นภาพในยามที่เจ้าหลับใหล เจ้ามักจะละเมอถึงชื่อของคนผู้หนึ่งเสมอ ไม่ใช่ชื่อของศัตรู... แต่เป็นชื่อของเด็กสาวคนหนึ่งที่ถือกระบี่ไม้ในสวนท้อ"
หลี่มู่เฉินตัวแข็งทื่อ คำพูดของนางราวกับคมกระบี่ที่ทะลวงผ่านปราการด่านสุดท้ายในใจเขา ความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบไว้ภายใต้ชื่อ 'ความแค้น' เริ่มพรั่งพรูออกมา ภาพของสวนท้อที่ร่วงหล่นดุจหิมะสีชมพู ภาพของคำสัญญาที่ว่าจะปกป้องสำนักด้วยเกียรติยศ และภาพของความไร้เดียงสาที่ถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงแห่งการทรยศ
"นั่นคืออดีตที่ตายไปแล้ว" เขากล่าวเสียงเครือ แววตาของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนสั่นไหวอย่างรุนแรง
"อดีตไม่ได้ตายไปไหนหรอกมู่เฉิน" จื่อเวยขยับเข้าใกล้จนลมหายใจของทั้งสองประสานกัน "มันกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเจ้าไว้กับความเป็นคน หากเจ้าละทิ้งมัน เจ้าก็จะเป็นเพียงกระบี่ที่ไร้หัวใจ... ซึ่งในที่สุดก็จะหักสะบั้นลงด้วยฝีมือของตนเอง"
นางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าผากของเขา ดวงตาที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง ความจริงในใจของหลี่มู่เฉินที่ปิดตายมานานนับสิบปี เริ่มเปิดเผยผ่านสายตาที่ไร้ซึ่งการป้องกัน จื่อเวยไม่ได้เพียงแค่มองเห็นความแค้น แต่นางมองเห็น 'ความเปราะบาง' ที่หลี่มู่เฉินไม่เคยเผยให้ผู้ใดเห็น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอ่อนโยนจนน่าใจหาย เสียงคำรามก้องดั่งอสนีบาตจากภายนอกถ้ำกลับทำลายความเงียบลงอย่างฉับพลัน!
ก้อนหินรอบถ้ำสั่นสะเทือนรุนแรง เศษศิลาหล่นลงมาดุจห่าฝน รัศมีกระบี่สีทองอร่ามพุ่งทะลวงผนังถ้ำเข้ามาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่คุ้นเคย
"สำนักจันทร์กระจ่าง!" หลี่มู่เฉินคำราม พุ่งตัวลุกขึ้นคว้ากระบี่วิปลาสไว้แน่น แววตาสีหม่นกลับมาลุกโชนด้วยโทสะอีกครั้ง
ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เหล่าศิษย์สำนัก แต่เป็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากครึ่งหน้า ผู้นำพา 'ตราประทับแห่งเทพสวรรค์' มาพร้อมกับประกาศิตสังหาร
"เซียนจื่อเวย... ท่านละทิ้งหน้าที่มาคลุกคลีกับปีศาจร้ายเช่นนี้ โทษทัณฑ์คือความตาย... ทั้งเจ้าและมัน"
เสียงของบุรุษลึกลับก้องกังวาน จื่อเวยลุกขึ้นยืนขวางเบื้องหน้าหลี่มู่เฉินทันที นางไม่ได้ชักกระบี่ออกมา แต่กางม่านพลังจันทร์กระจ่างปกป้องชายหนุ่มไว้ หลี่มู่เฉินมองแผ่นหลังของนางที่สั่นไหวเล็กน้อยด้วยความตระหนก—นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า... การปกป้องนั้นอาจต้องแลกด้วยชีวิตของคนที่เขารักที่สุด
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ไปกับกระบี่ไร้ลักษณ์นะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 12
ความทรงจำในอดีต
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!