ความตาย... ไม่เคยมีรูปพรรณสัณฐานที่แน่นอน
มันอาจมาในรูปแบบของสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ หรือบางที... มันอาจซ่อนอยู่ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดทาบบนคมกระบี่เล่มหนึ่ง ซึ่งกำลังส่งเสียงคำรามต่ำทึบอยู่ในลำคอราวกับอสูรร้ายที่อดอยากมาเนิ่นนาน
"เจ้าแน่ใจหรือ... ว่าวิถีกระบี่ของเจ้าจะทานทนต่อ 'ด่านสวรรค์เก้าชั้นฟ้า' ได้?"
เสียงของนางกังวานใสราวกระดิ่งเงินท่ามกลางความหนาบัดซบของราตรี แต่กลับซ่อนไว้ด้วยความห่วงใยที่ถูกกดทับด้วยความเย็นชาตามวิสัยแห่งผู้สำเร็จมรรคผล เซียนจื่อเวยยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดผาเมฆา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางยามต้องสายลมราตรีโบกสะบัดราวกับเทพธิดาผู้สูงส่งเกินกว่าจะเอื้อมถึง ทว่า ดวงตาคู่คมกริบดั่งประกายดาราคู่นั้น กลับมิได้ทอดมองทิวเบื้องล่าง หากแต่จับจ้องไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้าผู้กำลังเผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งของลมปราณในกาย
หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำถาม เขายังคงยืนหยัดหลังตรงตระหง่านดั่งขุนเขา ท่ามกลางกระแสลมปราณวิปลาสที่หมุนวนรอบตัวจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม ร่างกายของเขามีบาดแผลฉีกขาดหลายแห่ง เลือดสีแดงเข้มไหลรินอาบไล้แผ่นอกกำยำ ขับเน้นให้เห็นถึงความดิบเถื่อนและทรนงอันเป็นเอกลักษณ์ของจอมยุทธ์ผู้ปฏิเสธแม้กระทั่งการก้มหัวให้ลิขิตสวรรค์
ดวงตาของมู่เฉินลึกล้ำราวกับห้วงมหรรณพที่ไร้ก้นบึ้ง เขามองสำรวจคมกระบี่ในมือ—กระบี่ไร้ลักษณ์ กระบี่ที่ไม่มีรูปแบบ แต่วันนี้... มันกำลังจะแผดเผาด้วยจิตวิญญาณแห่งการทำลายล้าง
"สวรรค์หรือ?" มุมปากของหลี่มู่เฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง "หากสวรรค์ต้องการให้ข้าก้มหัว ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้... ผ่าท้องฟ้าออกเป็นสองเสี่ยงเสีย!"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาแน่นที่กดทับจนแม้แต่ห้วงอากาศยังส่งเสียงกรีดร้อง แรงกดดันระดับขอบเขตเซียนแท้จริงแผ่ซ่านออกไปรอบรัศมีร้อยลี้ ส่งผลให้เหล่าสัตว์อสูรในป่าลึกต่างพากันหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว
เซียนจื่อเวยขมวดคิ้วเรียวสวยเล็กน้อย นางเข้าใจความเจ็บปวดในอดีตของเขาดี สำนักเดิมที่เคยให้คำสัตย์กลับหันดาบเข้าใส่ ผู้คนที่เคยยกย่องกลับเหยียบย่ำเขาลงในโคลนตม มีเพียงนาง... ที่ยืนเคียงข้างเขาในยามที่โลกหล้าหันหลังให้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางจะไม่กังวลยามที่เขาต้องใช้ 'วิชาดาบตระการตา' ซึ่งเป็นวิชาต้องห้ามที่แลกมาด้วยอายุขัยและจิตวิญญาณ
"มู่เฉิน..." น้ำเสียงของนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว แววตาเย็นชาคู่นั้นยามนี้กลับไหววูบราวกับผิวน้ำยามต้องลม "เจ้าไม่ต้องแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพัง..."
"จื่อเวย ถอยไป"
หลี่มู่เฉินกล่าวเสียงทุ้มต่ำแต่วาจาสิทธิ์ขาดไร้ซึ่งช่องว่างให้โต้แย้ง เขาก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา "วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น... ว่าวิชาดาบที่แท้จริง มันไม่ได้มีไว้เพื่อฟาดฟันศัตรู แต่มันมีไว้เพื่อแหวกกฎเกณฑ์ที่โสโครกนี้ต่างหาก!"
*วูบ—!*
ร่างของหลี่มู่เฉินหายลับไปจากจุดเดิมในชั่วพริบตา ความเร็วของเขารวดเร็วจนแม้แต่สายตาของเซียนจื่อเวยยังต้องหดเกร็ง นางพลันสะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยเขตอาคมจันทร์กระจ่างปกป้องร่างตนเองไว้ทันที เพราะรับรู้ได้ถึงพายุคมดาบที่กำลังจะระเบิดออก
*เปรี้ยง! โครมคราม!*
ท้องนภายามราตรีที่เคยประดับด้วยหมู่ดาว พลันถูกฉีกกระชากด้วยสายฟ้าสีครามขนาดมหึมาที่ฟาดผ่าลงมาตรงจุดที่หลี่มู่เฉินยืนอยู่ แรงปะทะรุนแรงจนยอดผาเมฆาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หินผานับพันตันพังทลายร่วงหล่นลงสู่เหวลึกเบื้องล่าง ทว่า... กลางสายฟ้าฟาดฟันอันเกรี้ยวกราดนั้น กลับปรากฏเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานสวนขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างอาจหาญ!
นั่นคือหลี่มู่เฉิน!
เขาถือกระบี่พุ่งเข้าหาทัณฑ์สวรรค์โดยไม่หลบเลี่ยง เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลม ปราณกระบี่สีดำสนิทผสมผสานกับแสงจันทร์สีเงินยวงของเซียนจื่อเวยที่แอบส่งเสริมสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หลอมรวมกลายเป็นกระบวนท่าอันตระการตาที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามภพ
"วิชาดาบตระการตา... กระบวนท่าที่หนึ่ง: ดาราดับสูญ!"
เสียงคำรามของหลี่มู่เฉินดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของมังกรสวรรค์ คมกระบี่ในมือเปล่งประกายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน มันไม่ใช่แสงสว่างแห่งความเมตตา แต่เป็นแสงสว่างแห่งการพิพากษา พลังปราณกระบี่พุ่งทะยานเป็นรูปมังกรเพลิงทมิฬแหวกว่ายขึ้นไปบนท้องฟ้า ปะทะกับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์อย่างจัง!
*ตูมมมมม—!*
คลื่นกระแทกจากการปะทะแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เมฆฝนบนท้องฟ้าถูกกวาดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและประกายไฟสีทองที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะเพลิง ภาพตรงหน้านั้นงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน มันคือการแสดงออกถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ผู้กล้าท้าทายสวรรค์
เซียนจื่อเวยมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นางไม่เคยเห็นเขาใช้กระบวนท่านี้ในยามที่สมบูรณ์พร้อมเช่นนี้มาก่อน พลังปราณของเขาได้ทะลวงข้ามผ่าน 'ขีดจำกัดของมนุษย์' ไปแล้วอย่างแท้จริง ทว่า... ในขณะที่นางกำลังจะคลายความกังวล สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนฟากฟ้าเบื้องบน
รอยแยกมิติสีดำสนิทกำลังเปิดออกอย่างไร้เสียง...
และสิ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... มิใช่สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เช่นเดิมอีกต่อไป หากแต่เป็นเงาร่างมหึมาของ 'ผู้พثักษ์กฎแห่งแดนเซียน' ที่สวมชุดเกราะทองคำโบราณ ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก และในมือถือหอกอัคคีเพลิงสวรรค์ที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ฝ่าฝืนกฎทุกผู้คน!
ดวงตาของเงาร่างนั้นจับจ้องตรงมาที่หลี่มู่เฉินที่กำลังร่อนลงสู่พื้นด้วยความอ่อนล้า พร้อมกับเสียงกังวานที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณดังขึ้นในห้วงความคิดของคนทั้งสอง
*"มดปลวกบังอาจ... วันนี้ เจ้าและหญิงผู้นั้นจักต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้!"*
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปกับกระบี่ไร้ลักษณ์นะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 13
วิชาดาบตระการตา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!