กลิ่นอายคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งปะปนมากับสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านยอดผาเมฆา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเซียนจื่อเวยยามนี้สะบัดพลิ้วไหวตามแรงลม หากแต่รอยขาดวิ่นที่ชายผ้าและหยดโลหิตสีชาดที่หยดลงบนพื้นหิมะ กลับฟ้องชัดถึงศึกนองเลือดที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน
เบื้องหน้าของนางคือความว่างเปล่าอันเวิ้งว้าง ทว่าเบื้องหลังคือหน้าผาสูงชันที่ไร้ซึ่งหนทางถอยรอน เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับเสียงกู่ร้องจากขุมนรกดังก้องสะท้อนมาจากความมืดมิดในถ้ำลึกลงไป ปราณอสูรสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมจันทรานวลผ่องให้กลายเป็นสีโลหิตฉาน
"มู่เฉิน... ท่านไม่ควรตามมา"
น้ำเสียงของจื่อเวยยังคงเยือกเย็นและราบเรียบดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ แต่หากผู้ใดได้พิศมองแววตาคู่คมคลาคล้ายดวงดาราคู่นั้น ย่อมพินิจเห็นความห่วงใยอันลึกล้ำที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความไร้ความรู้สึก นางกำลังยืนหยัดปกป้องเส้นทางแห่งเต๋าของตน แม้ว่าสังขารจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วก็ตาม
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองบาดแผลบนร่างของนาง เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ร่างกายกำยำแฝงไว้ด้วยพลังปราณอันดุดันราวกับเทพสงครามผู้ไม่ก้มหัวให้ผู้ใด ในมือขวาถือกระบี่เหล็กไร้ลวดลาย เล่มที่เคยอาบโลหิตของทรชนนับร้อยในอดีตสำนัก ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ตัดขาดความกดดันจากปราณอสูรที่แผ่ซ่านเข้ามาได้อย่างเด็ดขาด
"วาจานี้เจ้าควรกล่าวกับตัวเองมากกว่า, จื่อเวย" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความทะนงตน "ข้าคือหลี่มู่เฉิน ผู้ใดในใต้หล้ากล้าอาจหาญพรากชีวิตคนที่ข้า... ให้ความสนใจ แม้แต่สวรรค์ก็ไม่มีสิทธิ์"
คำว่า 'ให้ความสนใจ' ของเขา ทำให้ดวงตาคู่สวยของนางไหววูบไปชั่วขณะ นางเป็นถึงเทพธิดาแห่งสำนักจันทร์กระจ่าง ผู้บรรลุเคล็ดวิชาตัดขาดโลกีย์ แต่วันนี้ หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำค้างแข็งกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเพราะบุรุษผู้ถือวิถีกระบี่วิปลาสผู้นี้
*โฮกกกกกก—!*
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังขึ้นอีกครา คราวนี้พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เงาทมิฬมหึมาพุ่งทะยานแหวกม่านหมอกออกมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด มันคือ "ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬ" อסูรบรรพกาลขั้นกำเนิดวิญญาณ ที่มีดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตและเขี้ยวเลี้ยวลดที่เคลือบด้วยพิษร้ายแรง ร่างกายของมันใหญ่โตจนบดบังแสงจันทร์เสียสิ้น แรงกดดันระดับอสูรโบราณทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
จื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึก นางกำลังจะรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายเพื่อชักกระบี่ประจำกาย แต่มือเรียวบางกลับต้องชะงักงัน เมื่อแผ่นหลังกว้างของหลี่มู่เฉินก้าวเข้ามาบังร่างของนางไว้จนมิด
"ถอยไป" หลี่มู่เฉินกล่าวสั้น ๆ แต่เด็ดขาด
"มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา พลังของมัน..."
"ต่อให้เป็นเซียนแท้จริงตกลงมาจากสรวงสวรรค์ หากมันบังอาจขวางทางข้า... ข้าก็จะผ่ามันออกเป็นสองซีกให้ดู!"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่มู่เฉินก็หายวับไปจากจุดเดิม ปราณกระบี่วิปลาสระเบิดออกรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 300 เมตร) ท้องฟ้าเหนือยอดเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทมิฬ เมฆฝนก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกับเสียงสายฟ้าฟาดคำรามรับวิถีกระบี่
ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด มันตบอุ้งเท้าหน้าลงพื้น ปราณไฟสีดำทมิฬพวยพุ่งเป็นคลื่นทะเลเพลิงเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า หินผารอบกายละลายกลายเป็นลาวาในพริบตา ความร้อนแผดเผาจนอากาศแปรปรวน แต่หลี่มู่เฉินหาได้หวั่นไหวไม่ ดวงตาของเขากลับเป็นประกายสีครามเข้ม ร่างกายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่
"กระบี่ที่หนึ่ง... สิ้นสุริยันดับดารา!"
คมกระบี่กรีดผ่านอากาศเกิดเป็นเสียงกรีดร้องแหลมสูงของมิติที่ฉีกขาด แสงกระบี่สีครามเจิดจ้าพุ่งผ่ากลางทะเลเพลิงสีดำราวกับสายฟ้าพิฆาต พลังอันเกรี้ยวกราดและดุดันปะทะเข้ากับกรงเล็บของราชันพยัคฆ์อัคคีจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วทั้งหุบเขา
*เปรี้ยง! ตูม—!*
คลื่นกระแทกจากการปะทะแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง หินผายอดเขาถล่มลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จื่อเวยใช้กระบี่ค้ำยันพื้นต้านทานแรงลมปราณที่กวาดผ่านนางไป เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยาย นางจ้องมองแผ่นหลังที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางพายุฝุ่นและเปลวเพลิงนั้น หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในยุทธภพนี้ มีผู้คนมากมายที่นับถือความยุติธรรม มีเซียนนับหมื่นที่บำเพ็ญเพื่อหลุดพ้น แต่มีเพียงบุรุษผู้นี้... ผู้ซึ่งใช้กระบี่ฝืนลิขิตและเหยียบย่ำกฏเกณฑ์ของสวรรค์เพื่อปกป้องนาง
ราชันพยัคฆ์อัคคีคำรามด้วยความเจ็บปวด เมื่อรอยแผลลึกปรากฏขึ้นที่กลางหน้าอกของมัน โลหิตสีดำพวยพุ่งราวกับน้ำพุ มันถอยร่นไปหลายก้าว ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองหลี่มู่เฉินด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก มันสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันไร้ขอบเขตที่แม้แต่ยมทูตยังต้องก้มหัว
หลี่มู่เฉินยืนถือกระบี่นิ่งสนิท ลมหายใจของเขาไม่มีความติดขัดแม้แต่น้อย แม้จะมีบาดแผลตามแขนและลำตัวจากการปะทะ แต่นั่นกลับยิ่งขับเน้นความน่าเกรงขามให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เขากวาดสายตามองอสูรบรรพกาลด้วยแววตาเย้ยหยัน
"หมดเวลาสนุกแล้ว..."
เขายกกระบี่ขึ้นระดับสายตา เตรียมปลิดชีพมันด้วยกระบวนท่าเดียว
ทว่า... ในวินาทีที่หลี่มู่เฉินกำลังจะก้าวเท้าทะยานออกไปนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเยียบลงอย่างเฉียบพลัน ปราณกระบี่วิปลาสที่กำลังแผดเผาพลันแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างนับหมื่นปี
เสียงฝีเท้าแผ่วเบา... แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานอยู่ในจิตสำนึกของคนทั้งสองดังขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหลังหน้าผา
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้งอย่างเชื่องช้า
ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองปักลายเมฆาเพลิงปรากฏขึ้นอย่างไร้ร่องรอย เขาถือพัดหยกในมือ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับเยียบเย็นยิ่งกว่าหิมะบนยอดเขา
"นับว่าเปิดหูเปิดตาแล้ว... ศิษย์พี่หลี่ ผู้ทรยศแห่งสำนักกระบี่นภา" บุรุษปริศนากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัว "ไม่นึกเลยว่าท่านจะหนีมาซ่อนตัวอยู่กับแม่นางเซียนผู้สูงส่งถึงที่นี่... แต่ก็น่าเสียดายนัก ที่การเดินทางของท่าน... จะสิ้นสุดลง ณ วินาทีนี้"
จื่อเวยเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที นางเอ่ยพึมพำออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจ "นั่นมัน... ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งตำหนักสวรรค์... เจ้าสำนักเงาโลหิต!"
หลี่มู่เฉินหันกลับไปช้า ๆ ปลายกระบี่ในมือยังคงมีหยดโลหิตของอสูรหยดลงพื้น แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นอันล้ำลึกที่ฉายชัดขึ้นมาแทน
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งชะตากรรมมา ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 10
เสียงเพลงจากยอดเขา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!