กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 5

รอยเท้าในความว่างเปล่า

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"เส้นทางสู่หุบเขาไร้ลักษณ์... แท้จริงแล้วไม่มีรอยเท้าให้เหยียบย่าง เหตุใดเจ้ายังดึงดันจะเดินต่อ?" สุ้มเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูหลุดรอดจากริมฝีปากบางเฉียบดั่งกลีบเหมยของเซียนจื่อเวย นางยืนอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวสะบัดตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาโดยไม่รู้ตัว รัศมีแห่งเซียนขอบเขตแดนดาราขั้นสมบูรณ์กดดันจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น แต่นางไม่ได้มองทิวทัศน์เบื้องล่าง นางกำลังมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้หนึ่ง หลี่มู่เฉินไม่หันกลับมามอง เขากำลังใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางลูบคมกระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังทักทายสหายเก่าที่ร่วมเป็นร่วมตายมานับร้อยสนามรบ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอประกายลึกล้ำมองเหม่อไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ซึ่งมีเพียงหมอกหนาทึบสีเทาเข้มปกคลุมจนมองไม่เห็นก้นเหว "ร่องรอยที่แท้จริง... ไม่ได้ทิ้งไว้บนพื้นดิน แต่สลักไว้ในจิตใจของผู้เดินต่างหาก" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ทว่าทรงพลังดั่งเสียงระฆังสำริดในอารามโบราณ "สำนักวิหคเพลิงตามล่าพวกเรามาสามวันสามคืนแล้ว จื่อเวย... เจ้ากลัวหรือ?" เซียนจื่อเวยแค่นเสียงเย็นชาออกมาเบาๆ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้เขาอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ ราวกับภูตพราย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยพันปีลอยละลิ่วปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากศึกเมื่อคืนก่อน "ข้า... เซียนจื่อเวย เคยรู้จักคำว่า 'กลัว' ด้วยหรือ? เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจว่า เหตุใดเจ้าจึงต้องเลือกเส้นทางที่ไร้ซึ่งทางออกนี้ หุบเขาไร้ลักษณ์เป็นแดนอาถรรพ์ที่แม้แต่เซียนบรรพกาลยังไม่กล้าก้าวล่วง หากเราก้าวผิดแม้แต่ก้าวเดียว จิตวิญญาณจะแตกสลายกลายเป็นธุลี" หลี่มู่เฉินหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ระยะห่างระหว่างพวกเขามีน้อยเสียจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนและไอปราณที่แตกต่างขั้ว ทว่าหลอมรวมกันได้อย่างน่าประหลาด ปราณกระบี่วิปลาสที่ดุดัน บ้าคลั่ง ดั่งพายุโหมกระหน่ำ ปะทะเข้ากับปราณจันทร์กระจ่างที่บริสุทธิ์ เยือกเย็น และสง่างาม แววตาที่เคยมองคนทั้งโลกดั่งมดปลวกของหลี่มู่เฉิน บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนลงวูบหนึ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิดของนางเซียนผู้สูงส่ง "ในเมื่อสวรรค์ไม่เคยเมตตาเรา เหตุใดเราต้องเดินตามทางที่มันขีดไว้?" หลี่มู่เฉินยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งเศร้าสร้อย ทระนง และบ้าคลั่งในเวลาเดียวกัน "พวกมันต้องการกระบี่วิปลาสในมือข้า และต้องการพลังหยินบริสุทธิ์ในร่างของเจ้า หากเราถอยหลัง ก็มีแต่ความตายอย่างไร้เกียรติ สู้ก้าวไปข้างหน้า... แม้จะต้องแหวกม่านฟ้าด้วยสองมือนี้ ข้าก็ไม่เสียใจ" เซียนจื่อเวยนิ่งงันไป นางจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาและความเด็ดเดี่ยวของเขา หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมานับร้อยปีเพราะภาระหน้าที่อันหนักอึ้งของสำนัก กลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ นางยอมละทิ้งเกียรติยศ ยอมทรยศต่อกฎเหล็กของสำนักจันทร์กระจ่าง ก็เพื่อติดตามบุรุษผู้ไม่อาจคาดเดาผู้นี้เข้ามาในแดนตาย "เจ้าคนบ้า..." นางพึมพำเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ผูกพันพวกเขากลุ่มนี้เข้าด้วยกัน มือเรียวบางดั่งหยกสลักยื่นออกไปสัมผัสมือแกร่งที่กำด้ามกระบี่ไว้แน่น "หากเจ้าจะเดินไปสู่ความตาย ข้า... จะขอเดินเคียงข้างเจ้า แตกดับสลายหายไปพร้อมกัน ก็ยังดีกว่าต้องมีชีวิตอยู่บนโลกที่ไร้ซึ่งเจ้า" หลี่มู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาจากการถูกหักหลังโดยสำนักเดิม ปราณกระบี่ในกายพุ่งพล่านด้วยความยินดี เขายื่นมืออีกข้างโอบเอวบางของนางเข้ามาชิดกายอย่างถือวิสาสะ เซียนจื่อเวยสะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แต่นางไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้ร่างอรชรแนบชิดกับแผงอกกำยำท่ามกลางลมหนาวแห่งหุบเขา "เช่นนั้น... เราไปกันเถอะ" หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ภาษากายและแววตากลับมาเฉียบคมดั่งคมดาบอีกครั้ง เขาตวัดร่างทะยานออกไปจากชะง่อนผาทันที โดยมีร่างสีขาวราวกับหิมะของเซียนจื่อเวยทะยานเคียงคู่ราวกับเงาตามตัว ทั้งสองพุ่งดิ่งลงสู่ห้วงเหวลึกอันมืดมิดไร้ก้นบึ้ง ราวกับนกอินทรีเพลิงและจันทร์นวลที่กำลังพุ่งเข้าหาความมืดมิดเพื่อแสวงหาแสงสว่างแห่งเต๋า หมอกสีเทาหนาทึบแผ่ขยายเข้าโอบล้อมร่างทั้งสองอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลธรรมชาติกดทับลงบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก ปราณคุ้มกายของทั้งคู่สั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง เสียงคำรามก้องของสายลมดั่งเสียงกรีดร้องของภูตผีปีศาจ ทว่าหลี่มู่เฉินยังคงก้าวเดิน... ไม่สิ พวกเขากำลังร่วงหล่นลงไปในความว่างเปล่า ทว่าทุกย่างก้าวกลางอากาศกลับหนักแน่นและมั่นคงอย่างยิ่งยวด ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งหมอกสีเทาเริ่มจางลงเบาบาง ปรากฏภาพของซากปรักหักพังโบราณขนาดมหึมาที่ถูกกลืนกินด้วยกาลเวลา เสาหินยักษ์สลักลวดลายอักขระประหลาดตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน และที่ใจกลางซากปรักหักพังนั้น มีแท่นบูชาหินสีดำสนิทตั้งอยู่ แสงสีม่วงประหลาดเรืองรองออกมาจากรอยแยกของแท่นบูชา ราwกับกำลังรอคอยการมาเยือนของใครบางคน "นั่นคือ..." เซียนจื่อเวยขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัว "พลังของสำนักวิหคเพลิง เหตุใดพวกมันจึงมาถึงที่นี่ก่อนเรา?!" หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานออกจากร่างจนใบไม้รอบบริเวณแหลกสละเป็นจุล เขากวาดสายตามองไปยังเงาร่างนับสิบที่ยืนล้อมรอบแท่นบูชาหินดำนั้น ทุกคนสวมชุดคลุมสีแดงเพลิง ปักลายวิหคกางปีกอันเป็นเอกลักษณ์ของศัตรูคู่อาฆาต และผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดคือ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวิหคเพลิง 'เพลิงโลกันตร์' มารเฒ่าผู้มีพลังฝึกตนขอบเขตแดนดาราขั้นปลาย ผู้ซึ่งเคยร่วมมือกับคนทรยศในอสำนักเดิมของเขาในการขับไล่เขาออกจากยุทธภพ "หลี่มู่เฉิน... เจ้าหนูโง่เง่า ในที่สุดก็รนหาที่ตายจนเจอสินะ!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องไปทั่วหุบเขาไร้ลักษณ์ ผู้อาวุโสเพลิงโลกันตร์ก้าวออกมาจากเงาดำ ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ในมือของมันถือลูกแก้วโลหิตที่กำลังส่งแสงสีแดงฉานระยิบระยับ "วันนี้ นอกจากกระบี่วิปลาสและร่างเซียนของนังสารเลวข้างกายเจ้าแล้ว เลือดในกายของพวกเจ้า... ก็จะต้องถูกใช้เพื่อสังเวยประตูสู่แดนเซียนที่แท้จริง!" หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะปริปากพูดจาโต้ตอบ เขามองหน้าศัตรูคู่อาฆาตด้วยแววตาที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง ปลายนิ้วเรียวยาวขยับเข้าหากด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์อย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ เสียงโลหะกระทบฝักดัง 'กริ๊ก' แว่วขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนว่า... คมกระบี่ที่หลับใหลมานานกำลังจะถูกชักออกมาอาบเลือดสวรรค์อีกครั้ง! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมก้าวเดินผ่านม่านหมอกแห่งชะตากรรมไปพร้อมกับจอมยุทธ์ผู้ทระนงและนางเซียนผู้เยือกเย็น ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%