"เหตุใดเจ้าถึงไม่ฆ่าข้าเสียแต่ตอนนี้ เลือดที่ไหลรินออกจากหัวใจเจ้าอาจจะสวยงามกว่ากลีบดอกเหมยในฤดูเหมันต์ก็เป็นได้นะ"
เสียงแหบพร่าดุจเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หลี่มู่เฉินไม่ได้หันไปมองเจ้าของเสียง ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทของเขายืนตระหง่านอยู่บนยอดเจดีย์ร้างที่หักพังไปครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบดุจกระบี่กล้าจับจ้องไปยังเบื้องล่าง ที่นั่น... เซียนจื่อเวยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าอสุรกายไร้หน้า ผู้ซึ่งกลิ่นอายมรณะแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
"ความตายเป็นเรื่องง่ายดายเกินไปสำหรับพวกเจ้า" หลี่มู่เฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก "แต่การปล่อยให้พวกเจ้าชดใช้บาปกรรมด้วยการถูกกระบี่ของข้าเฉือนทิ้งทีละส่วน... นั่นสิ ถึงจะเรียกว่าความเมตตาในวิถีของข้า"
จื่อเวยเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาที่เคยเย็นชาดุจจันทร์กระจ่างในยามค่ำคืน บัดนี้กลับสั่นไหววูบหนึ่ง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้กำลังแบกรับอันตรายใหญ่หลวง การเผชิญหน้ากับ 'สมุนมารจากเงามืด' ของสำนักมหาอเวจีมิใช่เรื่องที่ผู้ฝึกตนระดับต่ำจะกระทำได้โดยง่าย นางรวบรวมปราณจันทร์กระจ่างไว้ที่ปลายนิ้ว รัศมีสีเงินยวงแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ผลักดันเหล่าอสุรกายให้ถอยร่นไปครู่หนึ่ง
"หลี่มู่เฉิน! อย่าได้ประมาท" นางตะโกนก้อง "พวกมันไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกชุบด้วยปราณมาร แต่นี่คือ 'ค่ายกลกลืนวิญญาณ' หากเจ้ากระโจนลงมาตอนนี้ เจ้าจะสูญเสียตบะบำเพ็ญเพียรนับร้อยปีไปในทันที!"
หลี่มู่เฉินเหยียดยิ้มที่มุมปาก มือแกร่งกุมด้ามกระบี่วิปลาสที่สั่นระริกอยู่ข้างกาย "ตบะบำเพ็ญเพียรหรือ? ข้าไม่เคยสนใจนับมันมาตั้งแต่วันที่ข้าก้าวออกจากสำนักเดิมแล้ว สิ่งที่ข้าสนใจมีเพียงสิ่งเดียว... คือการทำลายพันธนาการที่พวกมันกำลังจะทำกับเจ้าต่างหาก"
ฉับพลันนั้น อากาศรอบข้างก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต เงาสีดำร่างหนึ่งพุ่งทะลุผ่านความมืดเข้าจู่โจมหลี่มู่เฉินจากด้านหลัง มันรวดเร็วจนแม้แต่สายตาเซียนยังแทบจะมองไม่ทัน ทว่าหลี่มู่เฉินกลับไม่หันไปมอง กระบี่ของเขาถูกชักออกเพียงครึ่งฝัก เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกัมปนาท แสงสีชาดกระจายตัวออกเป็นละอองราวกับหยดเลือดกลางอากาศ
"วิชาดาบไร้ลักษณ์... วิถีที่สาม... เงาดับตะวัน"
คลื่นกระบี่สีเลือดพุ่งผ่านร่างของอสุรกายตัวนั้นจนขาดสะบั้น มิใช่เพียงกายหยาบที่สลายไป แต่จิตวิญญาณของมันถูกบดขยี้จนไม่เหลือซาก ทว่าในขณะที่หลี่มู่เฉินกำลังหันกลับมา เขาก็เห็นบางสิ่งที่ทำให้อารมณ์ของเขาสั่นสะเทือนยิ่งกว่าการต่อสู้ครั้งใด
เซียนจื่อเวยกำลังถูกกระชากด้วยโซ่สีดำที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ใบหน้าอันงดงามที่เคยนิ่งสงบ บัดนี้กลับซีดเผือด นางไม่ได้ตื่นตระหนกต่อความตาย แต่กำลังจ้องมองไปที่กระบี่ของหลี่มู่เฉินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า
"มู่เฉิน... เจ้าทำสัญญากับมารร้ายเพื่อพลังนี้ใช่หรือไม่?" นางถาม เสียงของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในใจเขา "กระบี่วิปลาสของเจ้า... มันกำลังดื่มกินวิญญาณของเจ้าเอง"
หลี่มู่เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่เคยเด็ดเดี่ยววูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ต้องลม "ข้าทำเพื่อ... ปกป้องเจ้า"
"นั่นไม่ใช่การปกป้อง!" จื่อเวยขัดขึ้น นางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย สะบัดโซ่จนหลุดลอย ร่างระหงพุ่งขึ้นไปหาเขาบนยอดเจดีย์ นางคว้ามือเขาไว้แน่น ฝ่ามือที่เย็นเฉียบของนางสัมผัสกับความร้อนดั่งไฟนรกในตัวเขา "หากการมีชีวิตอยู่ของเจ้าต้องแลกด้วยการเป็นปีศาจ ข้าขอเลือกที่จะสิ้นลมไปพร้อมกับเจ้าในตอนนี้ดีกว่า!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมรณะ ทั้งสองจ้องตากันราวกับจะอ่านหัวใจของอีกฝ่ายให้ทะลุปรุโปร่ง หลี่มู่เฉินพบความรักที่แสนบริสุทธิ์ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของนาง ส่วนจื่อเวยก็พบความทะนงตนที่แบกรับความเจ็บปวดอันแสนสาหัสไว้เพียงลำพัง
ทันใดนั้น เงาดำที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็หลอมรวมกันเป็นร่างยักษ์สูงใหญ่ ผิวหนังของมันเป็นเกล็ดมังกรสีนิล ดวงตาทั้งหกข้างจ้องมองมายังคนทั้งสองด้วยความเคียดแค้น มันเงื้ออาวุธรูปร่างประหลาดที่ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนวิญญาณคนนับหมื่นขึ้นเหนือหัว
"ข้าจำเจ้าได้..." เสียงของอสูรยักษ์ดังสนั่น "เจ้าคือคนที่ขโมย 'จันทราทมิฬ' ไปจากขุมนรกของข้า หลี่มู่เฉิน... วันนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องคืนมันพร้อมกับหัวใจของหญิงงามผู้นี้!"
ร่างยักษ์พุ่งทะยานเข้ามา ความกดดันมหาศาลทำให้เจดีย์ที่พวกเขาเหยียบอยู่ถล่มทลายลง หลี่มู่เฉินโอบร่างของเซียนจื่อเวยไว้ในวงแขน มือขวาชักกระบี่วิปลาสออกมาจนสุดเสียง มันเปล่งแสงสีเลือดสว่างวาบไปทั่วทั้งหุบเขา
"เจ้าอยากได้มันงั้นรึ?" หลี่มู่เฉินคำราม พลังปราณทั่วร่างปะทุออกมาเป็นวงแหวนสีดำแดง "งั้นก็เข้ามา! ข้าจะแสดงให้เห็นว่ากระบี่ของข้า... สามารถตัดขาดแม้กระทั่งโชคชะตาที่เน่าเฟะของพวกเจ้า!"
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่จะปะทะกับอาวุธของอสูรยักษ์ จื่อเวยกลับเป็นฝ่ายเอื้อมมือมาแตะที่ปลายกระบี่ของเขา พลังปราณสีเงินยวงของนางผสานเข้ากับปราณมารสีเลือดของเขาอย่างน่าประหลาด เสียงคำรามของกระบี่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่เสียงแห่งความวิปลาสอีกต่อไป แต่มันคือเสียงกังวานของเทพเซียนที่ผนึกกำลังเข้ากับจอมยุทธ์มาร
ทว่าก่อนที่คมกระบี่จะถึงร่างของศัตรู แสงสว่างจากเบื้องบนก็สาดส่องลงมาดั่งสายฟ้าฟาด ร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นขวางกั้นระหว่างเขากับอสูรยักษ์—คนผู้นั้นสวมชุดขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าคุ้นเคยที่หลี่มู่เฉินไม่มีวันลืมเลือน แม้จะผ่านไปกี่ชาติภพ
"ศิษย์พี่ใหญ่..." หลี่มู่เฉินกระซิบ ลมหายใจสะดุดกึก
ชายชุดขาวหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ในมือเขากำลังถือกล่องไม้แกะสลักลวดลายอักขระที่จื่อเวยเคยมอบให้หลี่มู่เฉินเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัย แต่ทว่า... กล่องนั้นบัดนี้ถูกเปิดออกแล้ว และภายในกลับว่างเปล่า
"เจ้ายังอ่อนหัดเกินไป มู่เฉิน" ชายชุดขาวเอ่ยพลางหัวเราะร่า "การทดสอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การฆ่าศัตรูตรงหน้า... แต่อยู่ที่การเลือกว่าเจ้าจะเชื่อใจใคร ระหว่างนางเซียนผู้สูงส่ง หรือกระบี่ในมือที่พร้อมจะสังหารเจ้าได้ทุกเมื่อ"
สิ้นคำพูดนั้น พื้นดินใต้เท้าของหลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวยก็แยกออกเป็นเหวลึกไร้ก้นบึ้ง ทั้งคู่ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดในขณะที่อสูรยักษ์และศิษย์พี่ใหญ่ต่างหายลับไปในม่านหมอก กระบี่วิปลาสในมือของหลี่มู่เฉินเริ่มแตกสลายกลายเป็นผุยผง... ความลับที่ถูกซ่อนเร้นกำลังจะเปิดเผยในความมืดที่ไร้ทางออกนี้เอง
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งชะตากรรมมา ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น•ตอนที่ 7
สมุนมารจากเงามืด
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นดารา กับจันทร์กระจ่างผู้เยือกเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!