เสียงกราวของแก้วคริสตัลกระทบกับผิวโต๊ะหินอ่อนสีดำสนิทดังขึ้นเบาๆ ทว่ากลับก้องกังวานบาดลึกในความเงียบงันของห้องรับรองชั้นบนสุด รวินท์นิ่งมองของเหลวสีอำพันเข้มข้นในแก้วที่กระเพื่อมไหวตามแรงสั่นเล็กน้อยจากปลายนิ้วของตนเอง เขาไม่ได้แตะต้องมันเลยตั้งแต่ก้าวเข้ามาเมื่อสิบนาาทีก่อน นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะบางเฉียบจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนฝั่งตรงข้าม—บุคคลผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งเข็มทิศทางความคิด เป็นสถาปนิกอาวุโสผู้สร้างสรรค์เส้นสายแห่งความจริงอันเที่ยงตรงบนกระดาษร่าง และเป็นไอดอลในดวงใจที่รวินท์เคยเฝ้าเพียรเดินตามรอยเท้ามาตลอดทศวรรษ
"นายเปลี่ยนไปมากนะ รวินท์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของ "ธนากร" ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการออกแบบโครงสร้างและหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท สภาพของธนากรในวัยห้าสิบเศษยังคงเนี๊ยบกริบในสูทตัดเข้ารูปจากอิตาลี ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเคลือบด้วยความเยียบเย็นบางอย่างที่รวินท์ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในอดีต
"ผมไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกครับ ท่านอาจารย์... เอ่อ หรือผมควรเรียกว่า 'หุ้นส่วน' ดีล่ะครับ" รวินท์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์หนักแน่นและเจือความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน "โลกต่างหากที่หมุนเปลี่ยน จนทำให้เราได้เห็นว่าเส้นสายที่ตรงที่สุดบนกระดาษ บางครั้งก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่จงใจบิดเบือนมุมมองของคนมองจากด้านล่าง"
พิมพ์มาดา ซึ่งนั่งเงียบอยู่เคียงข้างรวินท์มาโดยตลอด ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อปรับองศาการมอง ทนายความสาวยังคงรักษาสีหน้าเยชาไร้ความรู้สึกได้สมบูรณ์แบบ แต่นิ้วเรียวยาวของเธอกลับประสานกันแน่นบนแฟ้มเอกสารหนังสีเข้ม เธอซึมซับบรรยากาศการปะทะกันทางจิตวิทยาเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ รู้ดีว่าทุกคำพูดที่ถูกพ่นออกมาในห้องนี้ไม่ใช่บทสนทนาธรรมดา หากแต่มันคือการหยั่งเชิงและขุดคุ้ยซากปรักหักพังของความศรัทธาที่พังทลายลงมา
"ความจริงก็เหมือนงานสถาปัตยกรรมนั่นแหละ รวินท์" ธนากรวางแก้วในมือลงอย่างใจเย็น เอนหลังพิงพนักโซฟาหนังแท้ด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างจอมปลอม "มันไม่ได้มีมิติเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าผู้รับเหมาหรือสถาปนิกเลือกที่จะซ่อนรอยร้าวไว้ใต้คานรับน้ำหนักส่วนไหน เพื่อให้ตึกทั้งหลังยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้โดยที่ไม่มีใครตั้งคำถามถึงเสาเข็มที่ผุกร่อน"
"แม้ว่าเสาเข็มต้นนั้นจะถูกสร้างขึ้นบนหยาดน้ำตาและชีวิตของคนบริสุทธิ์อย่างนั้นหรือครับ?" รวินท์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาสEสีเข้มวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความคับแค้นที่ถูกเก็บกดไว้เนิ่นนาน เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเขากับไอดอลในอดีตหดแคบลงเหลือเพียงแค่โต๊ะหินอ่อนคั่นกลาง "โครงการฟื้นฟูพื้นที่เขตเมืองเก่า... เอกสารอนุมัติงบประมาณและการเปลี่ยนแปลนโครงสร้างโดยไม่ผ่านประชาพิจารณ์ นั่นคือผลงานชิ้นเอกที่ท่านภาคภูมิใจนักใช่ไหมครับ? ผลงานที่แลกมากับการขับไล่คนนับร้อยออกจากบ้านเกิดของพวกเขา"
ธนากรหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ชวนให้รู้สึกอึดอัดเสียจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลง
"นายยังคงเป็นเด็กหนุ่มช่างฝันที่เพ้อเจ้อเรื่องกวีและบทเพลงอยู่เสมอนะ รวินท์" ธนากรทอดถอนหายใจราวกับกำลังเอ็นดูเด็กน้อยไร้เดียงสา "โลกธุรกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบทกวีโรแมนติก แต่มันขับเคลื่อนด้วยตัวเลข ผลกำไร และความอยู่รอด นายคิดว่าทำไมฉันถึงเลือกนายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในโปรเจกต์นี้ตั้งแต่แรก? ก็เพราะฝีมือของนายยังไงล่ะ นายมีสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งในเชิงโครงสร้าง แต่ก็นั่นแหละ... นายฉลาดเกินกว่าจะเป็นแค่ลูกมือ แต่ยังอ่อนต่อโลกเกินกว่าจะเป็นผู้เล่นในสนามจริง"
พิมพ์มาดาไม่ปล่อยให้บทสนทนาดำเนินไปในเกมจิตวิทยาของฝ่ายตรงข้ามเพียงฝ่ายเดียว เธอกวาดสายตาคมกริบมองธนากร นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนที่เคลือบน้ำตาล
"คุณธนากรกล่าวถึงความอยู่รอดได้อย่างน่าฟังทีเดียวค่ะ..." พิมพ์มาดาเปิดแฟ้มเอกสารในมือออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสำเนาบัญชีธนาคารและลายเซ็นที่คุ้นเคย "แต่เอกสารชุดนี้ที่ดิฉันเพิ่งได้มาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ กลับเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง... เงินจำนวนสราญรื่นสิบล้านบาทที่ถูกโอนเข้าบัญชีลับในต่างประเทศเมื่อสามวันก่อน เป็นค่าตอบแทนสำหรับ 'ความอยู่รอด' ของใครกันแน่คะ? ระหว่างบริษัทของคุณ หรือความเงียบงันของผู้ตรวจสอบบัญชีคนที่แล้วที่จู่ๆ ก็ตัดสินใจลาออกกระทันหันและย้ายไปอยู่ต่างประเทศ?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของธนากรแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยพินิจพิเคราะห์รวินท์อย่างเหนือกว่า หันขวับมาจ้องมองทนายความสาวราวกับสัตว์ป่าที่เพิ่งรู้ตัวว่าติดกับดัก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวเคล้ากับเสียงหัวใจเต้นระทึก
รวินท์มองอดีตไอดอลของตนเองที่ตอนนี้หน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากของสถาปนิกหนุ่มอย่างช้าๆ หน้ากากแห่งความสุขุมและผู้ทรงอิทธิพลของธนากรเริ่มปริร้าวทีละน้อย เปิดเปลือยความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้สูทราคาแพง
"อาจารย์ครับ..." รวินท์เอ่ยเสียงกระซิบ แผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "หน้ากากที่ท่านสวมใส่มาตลอดสิบปี... วันนี้มันดูท่าว่าจะบางเกินกว่าจะต้านทานสายลมแห่งความจริงเสียแล้วนะครับ"
ธนากรขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูนชัดเจน เขาตบโต๊ะเบาๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยท่าทีคุกคาม แต่ก่อนที่ธนากรจะได้เอ่ยปากพูดอะไรเพื่อแก้สถานการณ์ เสียงเคาะประตูก็กรีดแทรกบรรยากาศตึงเครียดขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเป็นจังหวะ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ทั้งสามคนในห้องชะงัก ประตูไม้บานใหญ่สีมะฮอกกานีถูกผลักเปิดออกช้าๆ โดยเลขาหน้าห้อง ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งพิมพ์มาดาและรวินท์ต้องเบิกตากว้างไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีอีกต่อไป แต่เป็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มผู้ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ขออภัยที่ขัดจังหวะการสนทนาอันแสนอบอุ่นนี้นะครับ..." ชายผู้มาใหม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความกดดันมหาศาลไว้ในที พร้อมกับวางเอกสารแผ่นสุดท้ายลงบนโต๊ะตรงหน้ารวินท์ "แต่ผมคิดว่า... พยานปากสำคัญที่สุดของคดีนี้ เพิ่งจะตกลงยอมร่วมมือกับทางสำนักงานอัยการเมื่อห้านาทีที่ผ่านมานี้เองครับ"
รวินท์ก้มลงมองเอกสารแผ่นนั้นทันที ลายมือชื่อคุ้นตาที่ปรากฏอยู่บรรทัดสุดท้ายทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึก โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนลงตรงหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 15
หน้ากากที่หลุดลอย
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!