เอกสารจำนวนสิบห้าแผ่นบนโต๊ะทำงานไม้สักทองไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรทางกฎหมายอย่างที่พิมพ์มาดาคุ้นชิน แต่มันคือบันทึกข้อตกลง การโอนกรรมสิทธิ์ และลายเซ็นที่ถูกเลือนรางด้วยกาลเวลา ทว่าความคมชัดของบาดแผลในใจเธอกลับชัดเจนขึ้นทุกวินาที
"คุณกำลังอ่านมันด้วยสายตาของทนายความ หรือสายตาของเด็กผู้หญิงอายุแปดขวบคนนั้นกันแน่ครับ พิมพ์มาดา"
เสียงทุ้มต่ำของรวินท์ดังขึ้นจากมุมห้องทำงานสลัว แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงายาวของเขาทับซ้อนกับชั้นหนังสือขนาดใหญ่ ราวกับสถาปนิกหนุ่มกำลังสร้างโครงสร้างความจริงขึ้นมาใหม่จากซากปรักหักพังทางจิตวิทยาของเธอ
พิมพ์มาดายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอกำด้ามปากกาหมึกซึมแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวซีด ลมหายใจเข้าออกของเธอสม่ำเสมอแต่วาล์วความดันในอกกลับใกล้ระเบิดเต็มที เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขา แต่สายตาจับจ้องไปที่ลายเซ็นบรรทัดสุดท้ายของเอกสารฉบับนั้น—ลายเซ็นของชายผู้ที่เคยนั่งยิ้มแย้มบนโต๊ะอาหารในบ้านของเธอ ลายเซ็นของ "ท่านอธิบดีศิริชัย" ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นผู้พิพากษาทรงเกียรติ และเป็นคนที่ยกฟ้องคดีฉ้อโกงที่ทำให้พ่อของเธอต้องตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในห้องทำงานส่วนตัว
"ความทรงจำไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพถ่ายเก่าๆ ที่ซีดจางหรอกนะครับ รวินท์" พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยคอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ "แต่มมันคือสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในกระแสเลือด มันกรีดซ้ำทุกครั้งที่เราสูดหายใจเข้า และแผดเผาเราให้มอดไหม้จากข้างในโดยที่ภายนอกยังคงสวมสูทสีดำดูน่าเชื่อถือ"
รวินท์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจก เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องท่ามกลางความเงียบงัน เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ กลิ่นอายจางๆ ของยาสูบและกระดาษเก่าผสมผสานกับความตึงเครียดในอากาศ
"ผมรู้ว่าการขุดคุ้ยอดีตขึ้นมา มันเหมือนกับการรื้อถอนตึกที่โครงสร้างภายในผุกร่อน คุณอาจจะถูกทับตายอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั้นเสียเอง" รวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ถูกกรองผ่านความระมัดระวัง "แต่บางที... การยอมรับว่าตึกหลังนั้นมันสร้างมาบนดินโคลนตั้งแต่แรก อาจจะดีกว่าการพยายามทาสีทับรอยร้าวบนผนังไปเรื่อยๆ"
พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของทนายความสาวผู้เยือกเย็นและยึดมั่นในตรรกะ บัดนี้เจือไปด้วยประกายไฟแห่งความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้เกือบสองทศวรรษ ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นตอนเที่ยงคืน ข่าวล้มละลาย และร่างที่ไร้วิญญาณของพ่อเธอบนพรมราคาแพง... ทั้งหมดเริ่มต้นจากลายเซ็นอนุมัติเงินกู้ยืมฉุกเฉินที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เหตุผล เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์กลุ่มหนึ่งฮุบที่ดินมรดกของครอบครัวเธอไปในราคาถูก และหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่เบื้องหลังในเวลานั้น คือชายผู้ที่นั่งบัลลังก์พิพากษาคดีทุจริตในอีกสิบปีต่อมา
"ฉันไม่ได้ต้องการทาสีใหม่ รวินท์" พิมพ์มาดาพูดลอดไรฟัน ดวงตาดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ฉันต้องการระเบิดมันทิ้งทั้งโครงสร้าง"
เธอหยิบแฟ้มเอกสารอีกชุดขึ้นมา เป็นสำเนาโฉนดที่ดินและเส้นทางการเงินที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ชื่อบริษัทนิติบุคคลหลายทศวรรษ รวินท์ก้มมองเอกสารเหล่านั้น มุมปากของเขาหยักขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความชื่นชมและความกังวลใจฉายชัดบนใบหน้าคมคาย
"คุณพบมันแล้วสินะ... หลักฐานที่เชื่อมโยงระหว่างคดีล้มละลายของพ่อคุณ กับกลุ่มทุนของตระกูลวรภัทร" รวินท์พึมพำ
"มันไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลยสักนิด" พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะในลำคอ "มันซ่อนอยู่ใต้พรมสำนักงานกฎหมายที่เราทั้งคู่กำลังร่วมมือกันทำคดีอยู่นี่เอง คนที่เซ็นอนุมัติคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พวกมันเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็คือลูกชายแท้ๆ ของท่านอธิบดีศิริชัยคนนั้น"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง รวินท์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อตระหนักถึงความเชื่อมโยงอันซับซ้อนและอันตรายที่พวกเขากำลังก้าวเข้าไปเหยียบ
"พิมพ์... คุณกำลังจะบอกว่า เกมนี้ไม่ใช่แค่การทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกความของคุณ" รวินท์หรี่ตาลง น้ำเสียงจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "แต่มันคือการประกาศสงครามล้างแค้นส่วนตัวกับผู้ทรงอิทธิพลครึ่งค่อนประเทศ?"
"ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความอยุติธรรมดีๆ นี่เอง รวินท์ คุณสอนฉันเองไม่ใช่หรือว่า กวีที่ดีต้องกล้าเขียนความจริง แม้ว่าหมึกพิมพ์นั้นจะต้องแลกด้วยหยดเลือด" พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เผชิญหน้ากับเขาโดยไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ในแววตาอีกต่อไป
ก่อนที่รวินท์จะได้กล่าวตอบโต้อะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—จังหวะหนักแน่นและเยือกเย็น ราวกับเป็นการตอกย้ำว่าเวลาแห่งการเตรียมตัวได้สิ้นสุดลงแล้ว
ทั้งสองคนหันไปมองพร้อมกันที่หน้าต่างกระจกฝ้า เงาสูงโปร่งของใครบางคนทาบทับลงบนม่านบังแดด ร่างนั้นยืนนิ่งอยู่หลังประตู ราวกับกำลังรอคอยให้พวกเขาเปิดทางต้อนรับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญในยามวิกาลนี้
รวินท์เอื้อมมือไปคว้าแขนพิมพ์มาดากล่าวเตือนด้วยเสียงกระซิบ "ดึกป่านนี้... ไม่มีลูกความคนไหนเดินทางมาที่นี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจหรอกนะครับ"
พิมพ์มาดาสลัดแขนออกเบาๆ เธอสูดหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าไปที่ประตูด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคง เธอยื่นมือไปหมุนลูกบิดช้าๆ ขณะที่เงาดำหลังประตูกล่าวทักทายด้วยเสียงแหบพร่าผ่านรอยแยก
"ขอโทษที่มารบกวนดึกดื่นครับ... พอดีผมได้ยินว่า ทนายพิมพ์กำลังตามหาเจ้าของลายเซ็นตัวจริงในแฟ้มนั้นอยู่พอดี"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 13
รอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!