วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 12

มิตรภาพท่ามกลางกองเพลิง

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นควันเคมีที่ฉุนกึกไม่ได้มาจากกาแฟคั่วเข้มบนโต๊ะทำงาน แต่มาจากสารละลายไฮโดรคาร์บอนที่ถูกสาดเข้ากับกรอบหน้าต่างไม้สักโบราณ "คุณกำลังทำให้คดีนี้กลายเป็นบทกวีที่เลือดเย็นเกินไปแล้วนะ รวินท์" พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดในห้องทำงานของเธอ เสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าซ่อนความสั่นเครือไว้ภายใต้เกราะป้องกันอันแข็งกระด้าง แสงสีส้มวาบขึ้นจากภายนอกกระจกบานใหญ่ สะท้อนดวงตาสีดำสนิทที่มิได้ฉายแววหวาดกลัว แต่เป็นความระอาต่อความซับซ้อนของเกมที่มนุษย์ด้วยกันกำลังเล่น รวินท์ไม่ได้ขยับตัวไปไหน เขา berdiri (ยืน) อยู่มุมห้อง แสงไฟจากเปลวเพลิงที่กำลังเลียลามระเบียงด้านนอกอาบไล้โครงหน้าคมคายและเงาสะท้อนในแววตาของเขาคู่นั้นไม่มีความตกใจ มีเพียงประกายของความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าสถานการณ์จะเอื้ออำนวย สถาปนิกหนุ่มยกมือขึ้นปัดเศษขี้เถ้าที่ลอยมาเกาะบนปกเสื้อเชิ้ตสีเข้มอย่างใจเย็น ราวกับไฟกำลังลุกไหม้บ้านเรือนของผู้อื่น มิใช่เรือนพักสไตล์โคโลเนียลที่ซ่อนเอกสารสำคัญทางคดีไว้ "ความยุติธรรมในแบบของคุณมักเริ่มต้นด้วยกระดาษแผ่นบางๆ และสิ้นสุดลงด้วยหมึกพิมพ์ราคาถูก พิมพ์มาดา" รวินท์ทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มราวกับกำลังอ่านบทกวีให้คนรักฟัง "แต่ความจริงบางอย่าง... จำเป็นต้องอาศัยความร้อนเพื่อขับเน้นให้มันคายความลับออกมา" เสียงกระจกแตกดังเพล้ง! ความร้อนระอุทะลักเข้ามาพร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบที่เริ่มกลืนกินอากาศภายในห้อง พิมพ์มาดาไม่เสียเวลาต่อล้อต่อเถียงอีกต่อไป สัญชาตญาณของทนายความผู้ผ่านคดีฆาตกรรมและเพลิงไหม้มานักต่อนักทำงานทันที เธอก้าวฉับไปยังตู้เซฟฝังผนัง มือเรียวหมุนรหัสด้วยความเร็วที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แม้ปลายนิ้วจะเริ่มชาจากออกซิเจนที่ลดลง ทว่า ก่อนที่บานตู้เซฟจะดีดตัวเปิดออก แรงกระชากอันทรงพลังก็ดึงร่างของเธอกระเด็นถอยหลังออกมา "คุณบ้าไปแล้วหรือไง!" พิมพ์มาดาหวีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อรวินท์พุ่งเข้ามารวบเอวเธอแล้วเหวี่ยงหลบเสาไม้คานที่กำลังลุกติดไฟและร่วงหล่นลงมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้ว แรงปะทะทำให้ทั้งคู่ล้มลงบนพื้นพรม ข้าวของบนโต๊ะทำงานกระจัดกระจาย เปลวเพลิงลามเลียผ้าม่านเนื้อหนาจนกลายเป็นม่านไฟสีแดงฉาน ความร้อนแผดเผาจนผิวหนังแสบร้อน รวินท์ใช้ร่างกายของเขาเองเป็นโล่กำบังเศษซากฝ้าเพดานที่พังครืนลงมาบางส่วน ลมหายใจของชายหนุ่มรดอยู่ใกล้ใบหูของเธอ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมผสานกับกลิ่นควันไฟอย่างไร้ที่ติ "ถ้าผมบ้า คุณคงกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับหลักฐานพวกนั้นนานแล้วครับ" รวินท์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงของเขานิ่งสนิทท่ามกลางเสียงคำรามของเปลวเพลิงที่กำลังกลืนกินบ้านทั้งหลัง พิมพ์มาดานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงเส้นด้าย หัวใจของเธอกลับเต้นรัวด้วยเหตุผลอื่น—ไม่ใช่ความกลัวความตาย แต่เป็นความหวาดกลัวต่อความจริงที่ว่า ผู้ชายคนนี้คือคนที่อยู่เบื้องหลังความพินาศครั้งนี้ หรือเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ว่าใครต้องการให้เธอหายไปจากสารบบของคดีนี้กันแน่ "ปล่อยฉัน..." เธอเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามผลักแผงอกกว้างออก แต่มือของเขากลับเหนี่ยวรั้งเธอไว้ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า "อย่าเพิ่งใจร้อนสิครับ ทนายความคนเก่ง" รวินท์กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ตอนนี้ถูกแสงเพลิงย้อมจนกลายเป็นสีเลือด "ดูนั่นสิครับ... บางครั้งไฟไม่ได้มีไว้ทำลายล้าง แต่มันมีไว้เพื่อ 'เผาชำระ' สิ่งสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม" สายตาของพิมพ์มาดาเบนตามปลายนิ้วของเขาไปยังมุมห้องที่เปลวไฟกำลังกัดกินชั้นหนังสือโบราณ ความร้อนทำให้แผ่นไม้บิดตัว และสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่หลังผนังไม้ปลอมด้านหลังชั้นหนังสือก็ร่วงหล่นลงมา—กล่องเหล็กสีดำสนิทที่ถูกซ่อนไว้โดยเจ้าของบ้านคนก่อน ซึ่งก็คือผู้พิพากษาผู้ล่วงลับ บิดาของเธอเอง รวินท์ไม่รอให้เธอตั้งตัว เขาอุ้มร่างของพิมพ์มาดาขึ้นด้วยพละกำลังที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปร่างสถาปนิก พานลัดเลาะผ่านทางเดินที่ถูกไฟโหมกระหน่ำไปยังประตูหลังบ้านที่ยังพอมีทางหนี ท่ามกลางเสียงไซเรนรถดับเพลิงที่ดังแว่วมาแต่ไกลจากปากซอย เมื่อทั้งคู่วิ่งทะลุกรอบประตูออกมาล้มกลิ้งอยู่บนสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้างยามดึก พิมพ์มาดาก็หอบหายใจโกยกอบโกยออกซิเจนเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างเรียบร้อยหลุดลุ่ยเปื้อนเขม่าควัน ใบหน้าขาวเนียนมีรอยเปื้อนสีดำ แต่แววตาของเธอยังคงดุดันและเต็มไปด้วยคำถาม รวินท์นั่งคุกเข่าลงข้างๆ มือของเขายื่นกล่องเหล็กสีดำที่หยิบติดมือมาได้ยื่นส่งให้เธอมันเปื้อนเขม่าและร้อนระอุ แต่โครงสร้างภายในยังคงสภาพเดิม พิมพ์มาดามองกล่องเหล็กนั้นสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ไม่มีแม้แต่รอยแผลไหม้ มีเพียงหยาดเหงื่อที่ไหลรินตามกรอบหน้าคมคาย "คุณรู้..." พิมพ์มาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน "คุณรู้ตั้งแต่แรกว่ากล่องนั่นอยู่ที่นั่น และคุณก็รู้ว่าใครเป็นคนสั่งวางเพลิงบ้านหลังนี้ เพื่อบีบให้ฉันต้องค้นหามันด้วยวิธีนี้" รวินท์แย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความลึกลับและเย้ายวนใจในคราวเดียวกัน เขายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างใจเย็น ก่อนจะก้มลงมองเธอจากมุมสูงด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "บทกวีที่ดี... มักต้องมีบทสรุปที่ทรงพลังเสมอครับ ทนายความพิมพ์มาดา" รวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยียบเย็นจับใจ "และตอนนี้... เชิญไขกุญแจดอกนั้นดูสิครับ ว่าความยุติธรรมที่คุณตามหามาทั้งชีวิต แท้จริงแล้วมันถูกเขียนขึ้นด้วยหมึก หรือด้วยน้ำตาของใครกันแน่" ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นจากความมืดริมรั้วบ้าน พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าที่สาดส่องตรงมายังร่างของทั้งคู่ ร่างของนายตำรวจยศใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมาจากแถว พร้อมด้วยซองเอกสารในมือที่ทำให้ลมหายใจของพิมพ์มาดาต้องสะดุดกึก "คุณพิมพ์มาดาครับ... เราเพิ่งได้รับรายงานว่า สำนวนคดีสำคัญเมื่อสิบปีก่อนที่คุณเก็บไว้... ถูกขโมยไปจากห้องทำงานของอัยการสูงสุดแล้วครับ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและเงาดำแห่งความจริงนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%