เสียงกุญแจกระทบกันเบาๆ ในความเงียบสงบของยามวิกาล ดังก้องกังวานราวกับเสียงเคาะประตูแห่งความตาย พิมพ์มาดาไม่ได้สะดุ้ง ปลายนิ้วเรียวยังคงกดลงบนคีย์บอร์ดของแล็ปท็อปด้วยจังหวะสม่ำเสมอ แสงสีฟ้าจากหน้าจาสะท้อนลงบนแว่นตาเลนส์บางของเธอ เผยให้เห็นนัยน์ตาที่ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นของนักกฎหมายผู้ผ่านคดีความเน่าเฟะมานับไม่ถ้วน
"คุณน่าจะรู้ว่าการบุกรุกยามวิกาลในสำนักงานกฎหมายที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับนี้ มีโทษทางอาญาที่หนักหนาพอสมควรนะครับ คุณรวินท์"
พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองร่างสูงที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา รวินท์ สถาปนิกหนุ่มผู้มีชื่อเสียงจากการออกแบบตึกระฟ้าอันล้ำสมัย ถอดเสื้อสูทเนื้อดีพาดไว้บนพนักเก้าอี้หนังอย่างไม่ใส่ใจ รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงมีความเย้ยหยันและเสน่ห์อันตรายเจือจางเช่นเคย
"กฎหมายมีไว้สำหรับคนทำตามและคนหาช่องโหว่เพื่อแหกมันครับ คุณพิมพ์มาดา... ซึ่งอย่างหลังดูจะเป็นงานที่คุณถนัดเสียด้วยสิ" รวินท์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักทองตัวใหญ่ เขากวาดสายตามองเอกสารกองพะเนินบนโต๊ะ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ "ผมไม่ได้มาเพื่อทำลายข้าวของ ผมมาเพื่อช่วยคุณต่างหาก... ก่อนที่พวกมันจะทำให้คุณกลายเป็นแค่คดีอุบัติเหตุบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์"
พิมพ์มาดาหันขวับ ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ "คุณหมายความว่าอย่างไร"
"หมายความว่าตึกที่คุณกำลังพยายามฟ้องร้องให้บริษัทโฮลดิ้งยักษ์ใหญ่รายนั้นชดใช้ค่าเสียหาย มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาบนรากฐานของคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างเดียวหريكครับ แต่มันสร้างขึ้นมาบนเลือดเนื้อของคนที่ขวางทางพวกเขา และ... บนเอกสารลับที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าที่คุณคิด"
รวินท์เอื้อมมือไปแตะลิ้นชักลับด้านขวาของโต๊ะทำงาน ซึ่งเป็นโต๊ะที่เคยเป็นของผู้บริหารระดับสูงที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันในอ่างอาบน้ำเมื่อเดือนก่อน พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันระหว่างคนทั้งสองพุ่งสูงขึ้นราวกับประจุไฟฟ้าที่รอเวลาปะทะ
"คุณรู้เรื่องลิ้นชักนี้ได้อย่างไร" เสียงของเธอราบเรียบ แต่มันแฝงไปด้วยความระแวงระวังขั้นสุด
"เพราะผมเป็นคนออกแบบโต๊ะตัวนี้เองครับ" รวินท์ยิ้มกว้างขึ้น ดวงตาพราวระยับ "สถาปนิกไม่ได้ออกแบบแค่อาคาร แต่เราออกแบบพื้นที่ลับ... พื้นที่ที่ความจริงถูกซุกซ่อนไว้จากสายตาของกฎหมาย"
รวินท์ใช้ปลายนิ้วกดลงบนลวดลายแกะสลักไม้สักตามจังหวะรหัสเฉพาะตัว เสียงกลไกแม่เหล็กไฟฟ้าด้านในคลิกเบาๆ ลิ้นชักที่ถูกปิดตายมานานนับปีเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นสิ่งของด้านใน มีเพียงแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ หนึ่งแฟ้ม และธอยԷสบ์ไดรฟ์โลหะสีเงินสะท้อนแสงไฟหม่นๆ
พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจของคนทั้งสองแทบจะประสานกันในความเงียบงันของห้องทำงานที่ปิดทึบ
"เปิดดูสิครับ" รวินท์ผายมือ ราวกับเชิญชวนให้เธอดื่มยาพิษที่หอมหวานที่สุดในโลก "แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า 'ความยุติธรรม' ในประเทศนี้ มันเป็นแค่ภาพวาดบนกระดาษทิชชูที่รอวันเปียกฝนเท่านั้น"
พิมพ์มาดาไม่รอช้า เธอหยิบแฟ้มเอกสารนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ดวงตากวาดมองตัวเลข บัญชีลับ รายชื่อนักการเมืองระดับสูง และแปลนการเวนคืนที่ดินที่บีบบังคับให้ชาวบ้านนับร้อยต้องไร้ที่อยู่อาศัย แต่มันไม่ใช่แค่นั้น... ลายเซ็นที่ปรากฏอยู่ท้ายเอกสารการอนุมัติโครงการ คือลายเซ็นของหุ้นส่วนอาวุโสในสำนักงานกฎหมายที่เธอเคารพรักเหมือนพ่อแท้ๆ
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน ความเงียบเข้ากัดกินหัวใจของหญิงสาว ตรรกะและเหตุผลที่เธอเคยยึดมั่นมาตลอดพังทลายลงในพริบตา
"เห็นไหมครับ?" เสียงกระซิบของรวินท์ดังอยู่ข้างใบหูของเธอ ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น "พวกเขาไม่ได้แค่โกง พวกเขาขายวิญญาณ... และตอนนี้ คุณก็ถือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดไว้ในมือแล้ว"
ก่อนที่พิมพ์มาดาจะได้กล่าวตอบโต้สิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกล็อกไว้จากด้านในอย่างแรง ร่างของรวินท์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"ดูท่าทางเราจะต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญเร็วกว่าที่คิดนะครับ..." รวินท์กระซิบเสียงต่ำ คว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่น "ถ้าไม่อยากตายที่นี่พร้อมกับความจริง... วิ่งครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและเงาดำแห่งความจริงนี้ด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 11
ความลับใต้โต๊ะทำงาน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!