วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 7

จังหวะของหัวใจในคุก

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงล็อกสลักโลหะของบานประตูห้องสอบสวนพิเศษดังขึ้น ก้องกังวานเสียดแทงประสาทราวกับเสียงคำรามของกาลเวลาที่กำลังบดขยี้ความอดทนของมนุษย์ให้แหลกละเอียด พิมพ์มาดาหันขวับกลับไปมองประตูสลับกับใบหน้าของรวินท์ที่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์แบบ แววตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นด้วยความอึดอัดระคนฉุนเฉียว ตรรกะและเหตุผลทุกข้อที่เธอเรียบเรียงมาตลอดสามชั่วโมงพังทลายลงในพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับความเงียบงันที่จงใจเล่นกับสติสัมปชัญญะของเธอ "คุณคิดจะเล่นเกมอะไรกันแน่, คุณรวินท์" พิมพ์มาดากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา แต่แฝงแรงกดดันไว้ในทุกพยางค์ เธอขยับแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเหล็กสีเทาให้เข้าที่ เพื่อซ่อนปลายนิ้วที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าทางจิตวิทยา รวินท์ไม่ได้ตอบทันที เขายังคงนั่งไขว่ห้าง แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีกลิ่นอับของความสิ้นหวังลอยอบอวล สถาปนิกหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาคู่สวยของทนายความสาว แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร "คุณเคยรู้สึกไหมครับ, คุณพิมพ์มาดา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ลอดผ่านซี่กรง "ว่าบางที... มนุษย์เราไม่ได้ถูกจองจำด้วยกำแพงปูนหรือโซ่ตรวนเหล็กหรอก" พิมพ์มาดาขมวดคิ้วมุ่น เธอชะงักปากกาในมือ สัญชาตญาณนักกฎหมายบอกให้เธอหยุดฟัง แต่สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์กลับเตือนภัยว่าเขากำลังดึงเธอเข้าสู่เขตแดนอันตราย "คุณกำลังเบี่ยงเบนประเด็นทางคดี หลักฐานในที่เกิดเหตุชี้ชัดว่า..." "ผมไม่ได้พูดถึงคดีความ" รวินท์ตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างวางทศบนโต๊ะ โน้มตัวเข้ามาใกล้เธออีกนิด ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นและลมหายใจ "ผมกำลังพูดถึงตัวคุณ... และตัวผม" ห้องสอบสวนที่เคยเย็นเยียบพลنينอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่เปลี่ยนรูปทรง พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ แต่เพราะความจริงบางอย่างในสายตาของเขา มันสะท้อนเงาความโดดเดี่ยวที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้สูทเข้ารูปและท่าทีเยือกเย็นมาตลอดชีวิต "อย่ามาทำจิตวิทยาใส่ฉันค่ะ... ผมหมายถึง, อย่ามาใช้ไม้นี้กับฉัน" พิมพ์มาดาเผลอหลุดเสียงเข้มออกมาเพื่อปกป้องอาณาเขตทางจิตใจของตนเอง "ในฐานะทนาย... หน้าที่ของฉันคือหาความจริง ไม่ใช่มานั่งฟังปรัชญาจากฆาตกร..." "ฆาตกรเหรอครับ?" รวินท์ทวนคำ รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วก่อนจะเลือนหายไป กลายเป็นความเปราะบางที่พิมพ์มาดาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายคนนี้ "คุณมั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือว่าความจริงที่คุณถือครองอยู่... มันคือนิรันดร์จริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาที่คุณสร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองว่าโลกนี้ยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่?" คำพูดนั้นราวกับมีดคมกริบที่กรีดลงบนแผลเป็นในวัยเด็กของพิมพ์มาดา ภาพวันที่เธอยืนมองความอยุติธรรมพรากทุกสิ่งไปจากครอบครัวโดยที่กฎหมายทำอะไรไม่ได้ผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเธอนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความโกรธและความเจ็บปวดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างแม่นยำ "คุณรู้อะไร..." พิมพ์มาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตารื้นด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้มันร่วงหล่นลงมาประจานความอ่อนแอ "ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย..." รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่เสียงของการเยาะเย้ยถากถางอีกต่อไป แต่มันคือความเห็นอกเห็นใจที่บริสุทธิ์และลึกซึ้ง "คุณแบกกฎหมาย แบกความคาดหวัง แบกความเจ็บปวดของคนอื่นไว้บนบ่าคู่นั้นมานานเกินไปแล้ว... พิมพ์มาดา" การเรียกชื่อจริงอย่างไร้พิธีรีตองทำให้ทนายความสาวถึงกับชะงักงัน เธอรู้สึกเหมือนเกราะป้องกันทั้งหมดที่สร้างขึ้นมาตลอดชีวิตกำลังถูกกะเทาะออกทีละน้อยด้วยความจริงใจที่น่ากลัวของเขา บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังห้องที่เดินไปข้างមុខอย่างเชื่องช้า รวินท์ค่อยๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะเหล็ก ปลายนิ้วของเขาอยู่ห่างจากมือของเธอเพียงแค่คืบเดียว มันเป็นการเชื้อเชิญที่เงียบงัน แต่ทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ในโลก "ในคุกแห่งนี้..." รวินท์กระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ "บางที... การยอมรับว่าเราพ่ายแพ้ อาจเป็นอิสรภาพที่แท้จริงอย่างเดียวที่เราหลงเหลืออยู่ก็ได้นะ" พิมพ์มาดานิ่งค้าง เธอมองมือของเขา สลับกับใบหน้าที่ฉายแววความเจ็บปวดและโดดเดี่ยวไม่แพ้กัน ความรู้สึกประหลาดบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในอก ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และจิตวิญญาณปะทะกันอย่างรุนแรงจนแยกไม่อว่าอันไหนคือความจริงอันไหนคือภาพลวงตา เธอค่อยๆ วางปากกาลง ปลายนิ้วของเธอขยับเข้าไปใกล้... ใกล้เสียจนเกือบจะสัมผัสกับความอบอุ่นจากมือของชายตรงหน้า ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบงันและดึงสติทั้งคู่กลับสู่โลกความเป็นจริงอย่างโหดร้าย ประตูกลเปิดผางออกพร้อมกับร่างของสารวัตรธนาที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในมือของนายตำรวจหนุ่มถือซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบดินบางอย่าง "คุณพิมพ์มาดาครับ..." สารวัตรธนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยเล็กน้อย "เราเพิ่งขุดพบวัตถุพยานชิ้นใหม่จากใต้พื้นคอนกรีตบริเวณไซต์งานก่อสร้างเก่าของรวินท์... และผลตรวจดีเอ็นเอเบื้องต้นยืนยันว่า มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพลิกรูปคดีทั้งหมดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ครับ" พิมพ์มาดาสะดุ้งเฮือก เธอรีบชักมือกลับทันที หันไปมองหน้าสารวัตรสลับกับรวินท์ที่กลับมามีสีหน้านิ่งสงบและรอยยิ้มลึกลับดังเดิมในเสี้ยววินาที ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวอักษรนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%