เสียงคำรามกึกก้องของฟ้าร้องคำรบใหญ่ดังก้องกังวานเหนือท้องนภาอันมืดมิด เม็ดฝนกระหน่ำซัดสาดลงมากระจกหน้าต่างรถยนต์ซีดานคันหรูราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของพิมพ์มาดาให้เต้นรัวระรัว ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอจับพวงมาลัยแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน สายตาคู่คมกวาดมองผ่านที่ปัดน้ำฝนซึ่งทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อฝ่าม่านน้ำทึบตันบนถนนสายเปลี่ยวคดเคี้ยว เป้าหมายของเธอในค่ำคืนนี้คือการไล่ล่าเงา—เงาของประจักษ์พยานปากสำคัญที่จะพลิกเกมคดีฆาตกรรมที่เธอรับผิดชอบอยู่ พยานผู้กุมความลับทั้งหมดไว้ในกำมือ และเป็นผู้เดียวที่จะลบล้างความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกในใจเธอมาตั้งแต่เยาว์วัย
เบาะข้างคนขับว่างเปล่า แต่กลิ่นจางๆ ของชาเขียวมะลิและกระดาษร่างแบบสถาปัตยกรรมยังคงลอยวนเวียนอยู่ในความรู้สึก รวินท์ไม่ได้นั่งมากับเธอในรถคันนี้ เขายืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้น—จุดที่คำนวณไว้ด้วยหลักตรรกะและความน่าจะเป็น ทว่าสัญชาตญาณของศิลปินกับตรรกะของทนายความมักวิ่งสวนทางกันเสมอ รวินท์เตือนเธอแล้วว่า *“บางสิ่งเมื่อเราพยายามไขว่คว้ามันไว้ในยามที่พายุโหมกระหน่ำ สิ่งที่เราจะพบในอุ้งมือไม่ใช่ความจริง... แต่มันคือความว่างเปล่า”*
พิมพ์มาดาขบกรามแน่น เธอยังจำรสชาติของคำพูดนั้นได้ดี มันเป็นประโยคที่ท้าทายและชวนให้ฉุนเฉียว แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความจริงอันน่าหวาดหวั่น รถยนต์หักเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถร้างท้ายโกดังเก่าริมแม่น้ำตามพิกัดที่สายลับนิรนามส่งมาให้ ไฟหน้ารถสาดส่องฝ่าความมืด เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมและเงาทะมึนของตู้คอนเทนเนอร์ที่เรียงรายสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต
เครื่องยนต์ดับลง ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบหลังคาเหล็กดังซ่าราวกับเสียงกระซิบกระซาบของวิญญาณ พิมพ์มาดากดเปิดร่มสีดำสนิท ก้าวเท้าลงสู่พื้นดินที่เจิ่งนองด้วยน้ำขัง รองเท้าส้นสูงเหยียบย่ำลงไปบนคราบโคลนอย่างไร้ความลังเล เธอเป็นนักกฎหมายที่เชื่อมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ เธอไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือคำทำนายลอยๆ ของรวินท์ แต่ในคืนนี้ ความมืดมิดและสายฝนกลับทำให้เธอกลัวว่า... เธออาจกำลังวิ่งไล่ตามภาพลวงตา
"ออกมาเถอะครับ คุณอานนท์ ผมรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่" เสียงของพิมพ์มาดาดังขึ้น ทว่ามันถูกกลืนหายไปกับสายลมและสายฝนที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว
ความอ้างว้างในสถานที่แห่งนี้ช่างน่ากลัว โกดังร้างเบื้องหน้าเปรียบเสมือนสุสานของความจริง ประตูเหล็กบานใหญ่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญใจทุกครั้งที่ลมพัดกระโชก พิมพ์มาดาก้าวเข้าไปข้างใน แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสาดส่องไปทั่วบริเวณ กลิ่นอับชื้นของฝุ่นละอองและสนิมคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝน
ร่องรอยการใช้งานยังคงปรากฏให้เห็น ก้นบุหรี่ที่ยังไม่มอดดับสนิทบนพื้นคอนกรีต แก้วกาแฟกระดาษที่ยังมีไอร้อนจางๆ ลอยขึ้นมาเล็กน้อย หัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบ เธอมาไม่ผิดที่... เขาน่าจะเพิ่งจากไปไม่ถึงห้านาที
"คุณอานนท์!" เธอตะโกนเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังแบบทนายความมืออาชีพถูกดึงออกมาใช้เพื่อข่มความหวาดกลัวที่เริ่มกัดกินขั้วหัวใจ
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นผิวเหล็กภายในโกดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* จังหวะเวลาราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง พิมพ์มาดาก้าวเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงมุมอับด้านหลังสุด ซึ่งมีโต๊ะทำงานเก่าๆ และเก้าอี้ไม้ตั้งอยู่ บนโต๊ะนั้นมีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่เด่น ภายในแฟ้มนั้นคือหลักฐานชิ้นเอก—เอกสารทางการเงินที่เชื่อมโยงอำนาจมืดกับคดีฆาตกรรมที่เธอตามหา
มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปเปิดแฟ้มเอกสารนั้น ทว่า... เมื่อพลิกหน้าแรกเปิดออก ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
กระดาษด้านในว่างเปล่า ไม่มีตัวเลข ไม่มีรายชื่อ ไม่มีร่องรอยของการทุจริตใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนข้อความด้วยลายมือหวัดๆ ไว้ว่า:
*“คุณตามหาเงาในพายุ คุณค่าของความยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่กระดาษแผ่นนี้ แต่อยู่ที่ว่าคุณกล้าพอจะยอมรับความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่”*
พิมพ์มาดาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่สันหลัง นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของการสืบสวน แต่นี่คือ "กับดัก"
พลันนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับแสงไฟสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาทางประตูโกดัง ร่างสูงโปรดของรวินท์ก้าวเข้ามาในความมืด เขาสวมเสื้อโค้ทกันฝนสีเข้ม หยาดน้ำฝนเกาะพราวตามเส้นผมและไหล่กว้าง แววตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งขณะมองมาที่เธอ
"ผมเตือนคุณแล้วนะครับพิมพ์มาดา..." รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและเปียกชื้น "ว่าบางสิ่งที่เราไล่ล่าในคืนฝนตก... สุดท้ายแล้ว เราจะได้พบเพียงความว่างเปล่า"
พิมพ์มาดาหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสั่นระริกด้วยความโกรธและสับสน เธอกำกระดาษแผ่นนั้นในมือแน่นจนยับยู่ยี่ "คุณรู้... คุณรู้ใช่ไหมว่านี่คือแผนการตั้งแต่แรก คุณเป็นคนจัดฉากทั้งหมดนี้ทำไมกันรวินท์?!"
รวินท์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้เธียรเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและลมหายใจที่เจือกลิ่นฝน สายตาของเขามองลึกลงไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการอ่านทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณที่เปราะบางที่สุด
"ผมไม่ได้จัดฉาก... แต่ผมแค่อ่านบทกวีที่โชคชะตาเขียนขึ้นให้คุณต่างหาก" รวินท์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่ทbให้หัวใจของเธอกระตุกวูบในความมืด "และถ้าคุณยังดึงดันจะค้นหาความจริงบทต่อไป คุณจะต้องแลกมันด้วยบางสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้... ตัวอย่างเช่น หัวใจของคุณเอง"
ก่อนที่พิมพ์มาดาจะได้เอ่ยปากโต้แย้ง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ทของเธอก็แผדเสียงกรีดร้องทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอชำเลืองมองหน้าจอที่สว่างวาบในความมืด และในวินาทีที่เห็นชื่อผู้โทรเข้า หัวใจของเธอก็ดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม—มันคือสายตรงจากสถานีตำรวจ แจ้งข่าวว่าพยานปากสำคัญที่เธอตามหาตัวมาตลอด... ถูกพบเป็นศพอยู่ริมถนนใหญ่ห่างจากที่นี่ไปไม่ถึงสามกิโลเมตร
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับตัวอักษรในบทนี้ด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 5
พยานที่ไม่มีตัวตน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!