เสียงถอนหายใจของรวินท์ไม่ได้เบาไปกว่าเสียงเข็มวินาทีที่กำลังขยับบนนาฬิกาแขวนผนังทรงโบราณในห้องทำงานของพิมพ์มาดาเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดชนิดที่แทบจะเอามีดกรีดออกเป็นชิ้นได้ กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มที่เย็นชืดบนโต๊ะไม้สักสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่า ทั้งคู่ใช้เวลาถกเถียงกันมาเนิ่นนานเท่าไหร่โดยไม่มีใครยอมถอยให้แก่กันแม้แต่ก้าวเดียว
"คุณกำลังพยายามสร้างบทกวีจากคราบเลือดนะ รวินท์" พิมพ์มาดาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนาที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก เธอนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน แว่นสายตาไร้กรอบสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวนวล ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มราวกับกำลังผ่าตัดศพเพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นเนื้อเยื่อ "แต่ความจริงก็คือความจริง มันไม่มีสัมผัสคล้องจอง และไม่มีความหมายลึกซึ้งใดๆ ทั้งสิ้น มันมีแค่รอยร้าวของกระจกที่แตกละเอียดกับชีวิตที่สูญเสียไป"
รวินท์แย้มยิ้ม มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน ดวงตาของสถาปนิกหนุ่มเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับของความท้าทาย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินช้าๆ ไปยังหน้าต่างที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพของเมืองกรุงยามค่ำคืน แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าสาดส่องเข้ามาทาบทับเงาร่างของเขาให้กลายเป็นภาพซ้อนทับที่ชวนพิศวง
"คุณนี่มันมองโลกด้วยตรรกะที่แห้งแล้งเสียจริง พิมพ์มาดา" รวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลากเสียงยาวเล็กน้อยอย่างจงใจยั่วเย้า "คุณคิดว่ากฎหมายคือเกราะคุ้มกันความยุติธรรม แต่วันนี้... บนกระดานหมากรุกกระดานนี้ คุณต่างหากที่เป็นฝ่ายเดินหมากพลาดตั้งแต่ตาแรก"
พิมพ์มาดาไม่สะดุ้งสะเทือน เธอยังคงรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นได้อย่างน่าทึ่ง ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนแฟ้มเอกสารคดี "วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า" เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับกำลังนับถอยหลังเวลาของอีกฝ่าย
"ผมพลาดงั้นเหรอคะ... เอ๊ย... ผมพลาดงั้นเหรอครับ" พิมพ์มาดาเผลอหลุดปากแก้ไขสรรพนามในใจเล็กน้อยก่อนจะดึงสกลับมาด้วยความเยือกเย็นตามแบบฉบับของเธอเอง "ถ้าผมพลาดจริง ทำไมมือของคุณถึงได้ชื้นเหงื่อจนต้องซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทมาตลอดสิบนาทีที่ผ่านมาล่ะครับ รวินท์"
คำพูดนั้นราวกับลูกดอกอาบยาพิษที่พุ่งปักเข้ากลางเป้าหมายอย่างแม่นยำ รอยยิ้มบนใบหน้าของรวินท์ชะงักค้างไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อบริเวณกรามกระตุกเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะพยายามควบคุมสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้ในเสี้ยววินาที แต่ความสั่นไหวเล็กๆ ในดวงตากลับทรยศเขาเสียแล้ว
"คุณกำลังคิดว่าผมบфฟ์ (Bluff) สินะครับ" พิมพ์มาดาผุดลุกขึ้นยืน ช้าๆ แต่เต็มไปด้วยพลังกดดัน เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาประชิดตัวรวินท์ในระยะห่างที่อันตราย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขาลอยเข้าจมูก "คุณจงใจทิ้งร่องรอยสัญลักษณ์บทกวีเหล่านั้นไว้ในที่เกิดเหตุ เพื่อชี้นำตำรวจและทีมทนายฝั่งตรงข้ามให้พุ่งเป้าไปที่เรื่องชู้สาวหรือความแค้นส่วนตัว... เพื่อปกปิดอะไรบางอย่างใช่ไหมครับ"
"คุณจินตนาการเก่งสมเป็นทนายความมือหนึ่งจริงๆ" รวินท์หันกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ความใกล้ชิดนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่อันตรายและเย้ายวนในคราวเดียวกัน "แต่จินตนาการ... ไม่ใช่หลักฐานในชั้นศาลหรอกนะ พิมพ์มาดา"
"ถูกต้องครับ มันไม่ใช่หลักฐาน..." พิมพ์มาดายิ้มรับ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่คมกริบดุจใบมีดโกน "แต่มันคือ 'พิรุธ' ที่ทำให้ผมรู้ว่า... คืนวันที่เกิดเหตุ คุณไม่ได้อยู่ที่สตูดิโอออกแบบอย่างที่คุณอ้างในคำให้การเบื้องต้น"
รวินท์หรี่ตาลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นจนน่าอึดอัด "คุณรู้ได้ยังไงว่าผมให้การว่าอยู่ที่ไหน"
"เพราะผมยังไม่ได้ยื่นสำนวนคำให้การของคุณให้ตำรวจเลยสักแผ่นเดียวครับ"
เสียงหัวใจที่เต้นรัวของรวินท์ราวกับดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ พิมพ์มาดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับกำลังเปิดอ่านหน้าหนังสือที่เขาพยายามฉีกทำลายทิ้ง เธอยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด
"คุณหลุดปากพูดเรื่อง 'คำให้การเบื้องต้น' ออกมา ทั้งที่ผมยังไม่เคยบอกคุณเลยสักคำว่าตำรวจบันทึกคำให้การของคุณไว้ว่าอย่างไร... รวินท์ คุณตกหลุมพรางที่ขุดไว้เองเสียแล้วล่ะครับ"
รวินท์นิ่งงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยกาลเวลา เขาไม่เคยคิดเลยว่านักกฎหมายสาวผู้ยึดมั่นในตรรกะคนนี้ จะเล่นเกมจิตวิทยาซ้อนกลได้อย่างแนบเนียนและใจเย็นถึงเพียงนี้
ก่อนที่รวินท์จะทันได้หาคำแก้ตัวใดๆ มากลบเกลื่อนความผิดพลาดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ตามด้วยเสียงเปิดประตูอย่างถือวิสาสะ
ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเดินก้าวเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับแฟ้มซองสีน้ำตาลในมือ ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แม้จะเป็นยามค่ำคืนก็ตาม
"คุณพิมพ์มาดาครับ..." ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยเล็กน้อย สายตาเหลือบมองรวินท์ด้วยความระแวง "ผมเจอสิ่งที่คุณให้ไปค้นหาแล้วครับ... มันซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้กระดานเก่าในห้องทำงานลับของรวินท์ตามที่คุณคาดการณ์ไว้จริงๆ"
พิมพ์มาดาหันไปสบตากับรวินท์ที่ตอนนี้สีหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เธอยื่นมือไปรับซองเอกสารนั้นมาช้าๆ ขณะที่ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ
"ขอบคุณมากครับคุณสุชาติ..." พิมพ์มาดากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะดึงวัตถุชิ้นใหม่ออกมาจากซอง มันคือ "สมุดบันทึกปกหนังสีดำ" ที่มีคราบสีแดงแห้งกรังติดอยู่บนสันปก พร้อมกับสัญลักษณ์รูปกุหลาบสีดำที่สลักไว้อย่างประณีต ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏในที่เกิดเหตุทุกประการ รวินท์จ้องมองสมุดเล่มนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจของเขาติดขัด ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 20
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!