วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 21

รอยร้าวในอุดมการณ์

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"ความยุติธรรมที่ต้องแลกมาด้วยการทำลายกฎเกณฑ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆาตกรรมที่สวมชุดครุยหรอกครับ คุณรวินท์" เสียงของพิมพ์มาดาบาดลึกและนิ่งสนิท ราวกับใบมีดผ่าตัดที่กรีดลงบนเนื้อเยื่ออย่างไร้ความปรานี เธอนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในสำนักงานทนายความย่านใจกลางเมือง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้ใบหน้าด้านข้างของเธอคมชัดราวกับรูปสลักหินอ่อน ดวงตาคู่คมจดจ้องร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปเบื้องล่างคือมหานครที่กำลังหลับใหลภายใต้สายฝนโปรยปราย รวินท์ไม่ได้หันกลับมาทันที เขายังคงทอดสายตาออกไปไกล แผ่นหลังภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำยับยู่ยี่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ทางความคิดที่กินเวลามาค่อนคืน เขายกแก้วกาแฟเย็นชืดขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่มักทำให้พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าทายด้วยปริศนาที่ไม่มีวันแก้ตก "กฎเกณฑ์ที่คุณศรัทธงั้นหรือครับ พิมพ์มาดา?" รวินท์ทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน "กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยมนุษย์ผู้บกพร่อง เพื่อปกป้องคนที่มีทรัพยากรมากพอจะซื้อความยุติธรรมได้ คุณกำลังบอกผมว่า การเดินตามเกมที่ถูกล็อกผลไว้ตั้งแต่กระดานแรก คือความถูกต้องงั้นสินะครับ" "มันคือระบบ" เธอตอบทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "และระบบคือสิ่งเดียวที่กันไม่ให้มนุษย์เรากลับไปสู่ยุคหิน ที่ใครมีกำลังมากกว่าก็เป็นผู้ชนะ ถ้าเราเลือกที่จะข้ามเส้นแบ่งของกฎหมายเพื่อความสะใจชั่วคราว เราก็ไม่ต่างอะไรกับพวกมัน" "พวกมัน?" รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "คุณกำลังพูดถึงคนที่ฆ่าความฝันของเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่หรือเปล่าครับ? คนที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเดียวกันนี้ หลุดพ้นจากความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า... คุณเรียกสิ่งนั้นว่าความยุติธรรม หรือคุณแค่กำลังกลัวความจริงที่ว่า มือของคุณมันสะอาดเกินกว่าจะแปดเปื้อนเลือดเพื่อความถูกต้องที่แท้จริงกันแน่" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันระหว่างคนทั้งสองพุ่งสูงขึ้นจนเกือบจะสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้ว ความขัดแย้งไม่ได้อยู่แค่ที่วิธีปฏิบัติ แต่มันคือรากเหง้าทางจิตวิญญาณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอคือตัวแทนของตรรกะ ระเบียบวินัย และความอดทนต่อความเจ็บปวดอันยาวนานของกระบวนการ ในขณะที่เขาคือศิลปินผู้เชื่อมั่นในการทำลายเพื่อสร้างใหม่ ผู้มองเห็นความงามในรอยร้าว และพร้อมจะใช้ "ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์" เพื่อแลกมาซึ่งความเด็ดขาด "คุณกำลังหลงทางในบทกวีของตัวเอง รวินท์" พิมพ์มาดาก้าวเข้าไปใกล้ ช-ชายหนุ่มหยุดยืนห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ "คุณคิดว่าการส่งหลักฐานชิ้นนั้นให้สื่อโดยไม่ผ่านกระบวนการศาล จะทำให้สังคมตื่นตัว? ไม่เลย... มันเป็นแค่การระบายอารมณ์ของคนขี้แพ้ที่ไม่อดทนรอให้ความจริงทำงานของมัน" รวินท์ก้าวเข้ามาประชิดเช่นกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝนและกระดาษเก่าผสมผสานกับความดุดันในแววตาของเขา ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเวทนาเจือความหลงใหลที่ซับซ้อน "ความจริงหรือครับ?" เขากระซิบ เสียงทุ้มนุ่มแต่ก้องกังวานในความเงียบ "คุณรู้ดีกว่าใครทั้งหมด พิมพ์มาดา ว่าความจริงในห้องพิจารณาคดีนั้น มันถูกแต่งแต้มด้วยอำนาจและเงินตรามากแค่ไหน... คุณบอกให้ผมรอคอยความยุติธรรม แต่ในขณะที่คุณกำลังนั่งรออย่างไร้เดียงสา มีเหยื่ออีกกี่คนที่ต้องสังเวยให้กับความล่าช้าอันหอมหวานของคุณ?" คำพูดนั้นราวกับเข็มที่ทิ่มแทงลงตรงกลางแผลเก่าในใจของเธอ ภาพเหตุการณ์ในวัยเด็ก—วันที่รถคันหรูชนแล้วหนี และผู้มีอิทธิฤทธิ์ลอยนวลอย่างไร้มลทินเพราะสำนวนคดี "สูญหาย"—ผุดวาบขึ้นมาในหัว พิมพ์มาดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ แต่สีหน้าของเธอยังคงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง "อย่าเอาปมในอดีตของคุณมาตัดสินวิธีการของฉัน" เธอกล่าวเสียงลอดไรฟัน "ผมไม่ได้ตัดสินคุณ พิมพ์มาดา" รวินท์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ "ผมแค่กำลังพยายามดึงคุณออกจากภาพมายา... ว่าบางครั้ง การจะเป็นคนดีในสายตาของกฎหมาย หมายถึงการเป็นสมรู้ร่วมคิดในความอยุติธรรมอย่างเงียบเชียบที่สุด" ทั้งสองยืนสบตากันเนิ่นนาน ราวกับสนามรบขนาดย่อมที่ไม่มีใครยอมถอยให้แก่กัน ความเกลียดชังความอ่อนแอของอีกฝ่าย และความหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวของกันและกัน หลอมรวมเป็นบรรยากาศที่ร้อนรุ่มและอันตราย กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทำลายภวังค์แห่งความตึงเครียดนั้นลง ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ทั้งคู่ผละออกจากกันราวกับมีกระแสไฟฟ้าสถิต พิมพ์มาดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับคืนมาก่อนจะเอ่ยอนุญาต เสียงเปิดประตูแง้มออกเผยให้เห็นร่างของเสมียนหนุ่มในสำนักงาน ใบหน้าของเขามีความตื่นตระหนกจนปิดไม่มิด มือสั่นเทาถือซองเอกสารสีน้ำตาลยับยู่ยี่เข้ามา "คุณพิมพ์ครับ... มีคนฝากซองนี้ไว้ที่ล็อบบี้ด้านล่าง... จ่าหน้าซองถึงคุณโดยเฉพาะครับ" พิมพ์มาดารับซองเอกสารนั้นมาด้วยความสงสัย รวินท์ขยับเข้ามาใกล้เพื่อมองดูด้วยความสนใจ เธอใช้มีดเปิดซองกระดาษอย่างระมัดระวัง หยิบกระดาษแผ่นเดียวที่อยู่ข้างในออกมา กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ ที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ *“ถ้าพวกคุณยังเถียงกันเรื่องวิธีการอยู่... พรุ่งนี้เช้า ความลับทั้งหมดของคดีนี้จะถูกฝังลงไปพร้อมกับพยานปากเอกคนสุดท้าย... รีบไปที่โกดังร้างท่าเรือหมายเลข 7 ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”* ด้านล่างของข้อความ ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงรอยประทับตราครั่งสีแดงสดรูปดอกกุหลาบหนามแหลม—สัญลักษณ์เดียวกันกับคดีฆาตกรรมปริศนาที่เพิ่งถูกปิดตายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตารวินท์ทันที ความขัดแย้งเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%