"ธันวา... ลูกจำเสียงแม่ได้ไหมจ๊ะ?"
ประโยคคำถามสั้นๆ จากหน้าจอโทรศัพท์ในตอนที่แล้ว ยังคงดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของธันวา ราวกับเทปคาสเซ็ตต์ที่ถูกกดปุ่มรีพลายซ้ำไปซ้ำมา นักรีวิวไอทีผู้เชื่อมั่นในตรรกะ ตัวเลข และอัลกอริทึมอย่างเขา ถึงกับมือไม้สั่น หน้าซีดเผือดจนเพื่อนร่วมงานทัก นั่งนิ่งค้างอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กราฟิกสเปกแรงที่รันเรนเดอร์งานค้างไว้ โดยที่สมองประมวลผลอะไรต่อไม่ได้เลยสักอย่าง...
ไม่ใช่เพราะระบบล่ม ไม่ใช่เพราะไฟล์งานหาย แต่เป็นเพราะหัวใจดวงน้อยๆ (ที่ปกติมีไว้แค่สูบฉีดเลือดและคิดโปรแกรม) มันกำลังเต้นรัวผิดจังหวะจนน่ากลัว
และในขณะที่วิญญาณเกือบจะหลุดออกจากร่างเพราะพิษความเครียดผสมความหลอน ประตูห้องทำงานของเขาก็ถูกเปิดผัวะเข้ามาอย่างไร้รมารยาท พร้อมกับร่างโปร่งของบล็อกเกอร์หนุ่มสายมูตัวพ่อ ที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี มือข้างหนึ่งถือแก้วชานมไข่มุก อีกข้างถือธูปสามดอกที่จุดควันโขมง (แถมยังปักไว้บนกระถางธูปจำลองที่ทำจากแก้วกาแฟพลาสติกอีกต่างหาก)
"คุณธันวาขา! นั่งหน้าเป็นปลาทูแม่กลองตากแห้งแบบนี้ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวฮวงจุ้ยความรักจะพังพินาศหมดพอดี!"
เสียงใสๆ ของพีพูดเจื้อแจ้ว ทำเอาธันวาที่กำลังสติหลุดลอยถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบตบโต๊ะโครมใหญ่แล้วหันไปแยกเขี้ยวใส่ทันที
"นี่นาย! เข้ามาห้องคนอื่นไม่เคาะประตูอีกแล้วนะ! แล้วไอ้ธูปนี่มันอะไรเนี่ย กลิ่นควันจะรมห้องฉันตายอยู่แล้ว! แล้วใครใช้ให้นายเข้ามาตอนที่ฉันกำลังยุ่งวะเนี่ย!" ธันวาโวยวายเสียงดัง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหมายจะเข้าไปผลักไสไล่ส่งแขกยามวิกาล (ที่ถือวิสาสะเข้ามาเอง) ออกไปให้พ้นหน้า
แต่มีหรือที่คนอย่างพีทจะสะท้าน บล็อกเกอร์หนุ่มยักไหล่ฉับไว ก้าวหลบมือของธันวาได้อย่างลื่นไหลราวกับปลาไหลใส่สเก็ต ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของธันวาหน้าตาเฉย แถมยังหมุนเก้าอี้ไปมาอย่างสบายอารมณ์
"โถ... คุณนักรีวิวไอทีปากแจ๋วคะ ไม่เห็นต้องทำหน้าดุเหมือนยักษ์วัดแจ้งขนาดนั้นเลย ฉันหวังดีหรอกถึงมาหาเนี่ย ดูหน้าคุณตอนนี้สิคะ... หมองคล้ำยิ่งกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้เช็ดฝุ่นมาสามเดือน ราหูอมชัดๆ แบบนี้ต้องโดนของแก้เคล็ดค่ะ!"
"ของแก้เคล็ดบ้าบออะไรของนาย ฉันไม่ได้โดนของ ฉันโดน... ฉันโดนเรื่องปวดหัวอยู่ต่างหากเล่า!" ธันวายกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง ความเครียดเรื่องเสียงปริศนาเมื่อครู่ถูกผสมปนเปกับความกวนประสาทของคนตรงหน้า จนเขาแทบอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ
พีทที่สังเกตเห็นอาการผิดปกติของคนปากแข็ง แววตาที่เคยพราวระยับด้วยความขี้เล่นเมื่อครู่ก็ไหววูบลงเล็กน้อย ความเงียบชั่วขณะเข้าปกคลุมห้องทำงานสี่เหลี่ยม บล็อกเกอร์หนุ่มวางแก้วชานมลงบนโต๊ะค่อยๆ ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ ช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิมผิดหูผิดตา
"เป็นอะไรคะ... หน้าซีดเป็นไก่ต้มเชียว หรือว่าเรื่องแชทประหลาดนั่นอีกแล้ว?" พีทถามเสียงเบาลง ความขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่สัมผัสได้ "ธันวา... มีอะไรทำไมไม่ยอมเล่าให้ฉันฟังบ้างล่ะคะ เราเป็น... えー... เป็นเพื่อนร่วมหุ้น (จำเป็น) กันนะ"
ธันวาชะงัก เผลอสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้น หัวใจที่เต้นรัวเพราะความกลัวเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนจังหวะเป็นเต้นแรงเพราะความใกล้ชิดและแววตาจริงใจที่อีกฝ่ายส่งมาให้แทน บ้าจริง... ทำไมเขาต้องมาแพ้ทางสายตาแบบนี้ทุกทีสิน่า!
"ฉัน... ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย นายอย่ามาทำเป็นรู้ดีนะพีท" ธันวาเบนสายหนี หลบตาไปมองกำแพงห้องแทน พยายามสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาห่อหุ้มความอ่อนแอของตัวเอง "ว่าแต่... วันนี้นายว่างมากนักรึไง ถึงได้ถ่อสังขารมาถึงนี่ หรือว่าเพจรีวิวพัง ไม่มีใครจ้างงานแล้ว ถึงมาเดินสายป่วนชาวบ้านเขาเนี่ย"
"นี่แหนะ! ปากคอเราะร้ายแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนดีเข้าสักวันหรอกค่ะ!" พีททำท่าเงื้อมือจะตีแขนธันวาแก้หมั่นเขี้ยว แต่แล้วจู่ๆ ดวงตากลมก็เบิกกว้างขึ้นราวกับคิดอะไรสนุกๆ ได้ รอยยิ้มเจ้าเลื้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "อ้อ! จริงสิคะ พูดถึงเรื่อง 'โดนดี' เนี่ย... วันนี้ฉันมีโปรเจกต์ใหญ่จะชวนคุณไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ค่ะ!"
"ไม่ไป! ฉันไม่ว่าง!" ธันวาปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด "งานฉันกองเป็นภูเขาเล่าากา นายจะลากฉันไปไหนอีก ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น!"
"โห... ใจร้ายจังค่ะ ยังไม่ทันฟังเลยว่าจะพาไปไหน" พีทลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาประชิดตัวธันวา มือเรียวเอื้อมไปดึงชายเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายเบาๆ แล้วช้อนสายตาออดอع้อนสุดฤทธิ์ "น้า... นะคะคุณธันวาคนเก่ง พาลูกพี่ลูกน้องคนนี้ไปมูหน่อยสิคะ พอดีฉันบนไว้ว่าถ้าคลิปรีวิวตัวล่าสุดยอดวิวทะลุแสน จะต้องพาผู้ชายหน้าตาดีที่สุดในตึกนี้ไปแก้บนที่วัดโบราณริมน้ำ แต่หาไปหามา... ในตึกนี้ไม่มีใครหน้าตาดีเท่าคุณเลยสักคน งือ... ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยนึงน้า นะคะๆๆๆ"
ธันวาอ้าปากค้าง มองหน้าคนฉวยโอกาสที่เนียนชมเขาหน้าตาเฉย แถมยังส่งสายตาออดอع้อนชนิดที่ลูกแมวยังต้องยอมแพ้ให้ ความดื้อรั้นในใจถูกลูกตื๊อของพีทกัดเซาะจนพังทลายลงทีละน้อย
"นี่นาย... เอาฉันไปเปรียบเทียบกับใครอีกแล้วเนี่ย แล้วใครเป็นลูกพี่ลูกน้องนายฟะ! เราไม่ได้เป็นญาติกันสักหน่อย!" ธันวาโวยวายแก้เขิน ใบหูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
"อ้าว ก็คุณบอกเองไม่ใช่เหรอคะว่าเราเป็น... เอาง่า! สรุปคือไปนะคะ!" พีทไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ มือเล็กเอื้อมไปคว้าข้อมือหนาของธันวาแล้วออกแรงดึงทันที "ช้าไม่ได้แล้วค่ะ ฤกษ์งามยามดีตอนบ่ายสามโมงสี่สิบหนาวนี้กำลังจะมาถึง ถ้าพลาดไป ชีวิตคุณอาจจะเจอผีหลอกวิญญาณหลอนไปตลอดชีวิตจริงๆ ด้วยนะจะบอกให้!"
คำว่า "ผีหลอกวิญญาณหลอน" ทำเอาธันวาสะดุ้งเฮือก ภาพเสียงปริศนาเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวอีกรอบอย่างห้ามไม่ได้ สุดท้าย... นักรีวิวไอทีผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์ ก็ต้องยอมจำนนเดินตามแรงดึงของบล็อกเกอร์สายมูออกไปจากห้องอย่างจำยอม
รถอีโคคาร์สีชมพูพาสเทลของพีทแล่นมาจอดสนิทatลานวัดโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศภายในวัดร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้อายุหลายร้อยปีและกลิ่นอายความขลังที่ผสมผสานกับความเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองกรุงอย่างสิ้นเชิง
ธันวาก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกแปลกๆ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ตัว วัดแห่งนี้ดูเงียบเหงาจนเกินไป ทว่ากลับมีความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างประหลาดพัดผ่านเข้ามาในใจ ราวกับว่าเขาเคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้ว... นานเสียจนจำไม่ได้
"ถึงแล้วค่ะ! วัดป่าโมกข์วนาราม (นามสมมติ)" พีทกระโดดลงจากรถด้วยความสดใส ร่าเริงราวกับเด็กน้อยได้มาทัศนศึกษา มือเรียวคว้าธูปเทียนและดอกไม้จากเบาะหลังยื่นใส่มือธันวาหน้าตาเฉย "อ่ะ ถือไว้ค่ะ! วันนี้เราต้องเดินวนรอบโบสถ์สามรอบ ขอพรให้ยอดวิวปังๆ และขอให้... เอ้อ ขอให้คุณหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมทั้งปวงด้วยค่ะ!"
"นายพาฉันมาวัดร้างหรือไงเนี่ย ทำไมดูเงียบจัง" ธันวาบ่นพึมพำขณะรับชุดบูชามาถือไว้ พลางมองซ้ายมองขวาด้วยความระแวง
"ไม่ได้ร้างค่ะ เขาเรียกว่า 'สบายนิ่ง สงบจิตสงบใจ' ต่างหากเล่า เดินตามมาเถอะน่า อย่าบ่นเยอะเลยคุณนักรีวิว" พีทหัวเราะคิกคัก เดินนำหน้าลิ่วๆ ไปทางอุโบสถเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ธันวาสดุดตา เดินตามหลังแผ่นหลังบางของพีทไปเงียบๆ สายตาคมกวาดมองไปรอบบริเวณวัด จนกระทั่งสะดุดเข้ากับศาลาการเปรียญไม้สักเก่าแก่หลังหนึ่ง ที่นั่น... มีร่างของหญิงสูงวัยท่านหนึ่งกำลังนั่งพับดอกบัวอยู่เงียบๆ ลำพัง แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องผ่านร่มไม้ทาบทับลงบนร่างนั้น ทำให้เกิดภาพที่ดูอบอุ่นและคุ้นตาอย่างประหลาด
หัวใจของธันวากระตุกวูบอย่างแรงโดยไม่มีสาเหตุ ฝ่าเท้าที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงักกะทันหัน ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง เมื่อจู่ๆ เสียงลมพัดกรรโชกแรงราวกับมีใครมาเปิดประตูมิติเวลา และในวินาทีนั้นเอง... หญิงสูงวัยคนดังกล่าวก็เงยหน้าขึ้นจากกองดอกบัว ชำเลืองสายตามามองที่ธันวา พร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นเคยที่สุดในโลกให้
ริมฝีปากแห้งผากของท่านขยับเอื้อนเอยคำพูดออกมาแผ่วเบา แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานอยู่ในหัวใจของธันวา...
*“มาแล้วเหรอลูก... แม่รอนานมากเลยนะ”*
ธันวาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อตระหนักได้ว่า... เสียงผู้หญิงในสายโทรศัพท์ลึกลับเมื่อตอนบ่าย และเสียงที่กำลังเอ่ยเรียกเขาในตอนนี้ คือเสียงเดียวกันอย่างไร้ความผิดเพี้ยน!
__________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและร่วมเดินทางไปกับความป่วนชวนฟินในตอนนี้ด้วยกันนะคะ!
เซฟโซนของผมคือคุณนักรีวิวไอทีปากแจ๋ว•ตอนที่ 21
พาลูกพี่ลูกน้องไปมู
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมคือคุณนักรีวิวไอทีปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!