เสียงสะบัดปลายพู่กันขนกระต่ายป่ากระทบลงบนกระดาษสาเนื้อดีดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังเร้าเรืองหนทางเบื้องหน้าให้ลุกโชน หลี่ซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือนยามวิกาล นางกำลังจรดน้ำหมึกสีชาดวาดลวดลายปักผ้าแบบใหม่ล่าสุดลงบนแผ่นกระดาษ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องกระทบใบหน้างามที่นิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแววตากลับเปล่งประกายคมปลาบดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักไม้จันทน์
"เจ้ากล้าดียังไงถึงใช้กลยุทธ์ 'ยืมมือฆ่าคน' แย่งชิงวัตถุดิบผ้าฝ้ายทอพิเศษของสหกรณ์ไปจนหมด"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยแฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นทำลายความเงียบ เฉินเหว่ยในชุดสูทสไตล์ตะวันตกตัดเย็บอย่างประณีต ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องโต๊ะทำงานไม้สักของนาง สันกรามของเขากระตุกเกร็งด้วยความขัดเคือง ดวงตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสม The ปนเประหว่างความชิงชังและความหลงใหลที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หลี่ซูเห่าวางพู่กันลงอย่างช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ราวกับดอกเหมยแย้มกลีบกลางเหมันต์อันหนาเหน็บ แต่มันกลับเยียบเย็นเสียจนทำให้เฉินเหว่ยต้องชะงักฝีเท้าลง
"คุณชายเฉินใช้คำว่า 'แย่งชิง' ดูจะรุนแรงเกินไปหน่อยกระมังคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจ "ในโลกธุรกิจและการค้า การชิงไหวชิงพริบก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินหมากบนกระดาน ผู้ใดเดินหมากช้ากว่าย่อมตกเป็นเบี้ยล่าง วัตถุดิบเหล่านั้นไม่ได้บินมาหาข้าเอง หากแต่ข้าใช้ 'ศิลปะและการตลาด' โน้มน้าวใจคณะกรรมการสหกรณ์ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำกว่าต่างหากเล่า"
"ศิลปะบ้าบออะไรของเจ้า! เจ้ากำลังทำให้สินค้าโหลๆ กลายเป็นของมีค่าสูงส่งเกินจริง ผู้คนแย่งกันซื้อเสื้อผ้าฝ้ายลายพิมพ์ยุค 70 ของเจ้าจนโรงงานผลิตแทบไม่ทัน นี่เจ้าใช้มนต์ดำอันใดกันแน่ซูเหยา!" เฉินเหว่ยทุบโต๊ะเสียงดังสนั่น ความอดกลั้นของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทะเยอทะยานขาดผึ่งลงเมื่อพบว่าแผนการครองตลาดของตนถูกหญิงสาวผู้มาจากไหนไม่รู้ทำลายจนย่อยยับในชั่วข้ามคืน
ซูเหยาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบอย่างใจเย็น ท่วงท่าการเคลื่อนไหวงดงามราวกับคุณหนูใหญ่จากตระกูลขุนนางโบราณที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเคร่งครัด แม้บริบทโดยรอบจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในยุค 80 ก็ตาม
"คนเรามักจะหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจเสมอค่ะคุณชายเฉิน" ซูเห่าวางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะเบาหวิวแต่กลับหนักแน่นดั่งค้อนเหล็กทุบลงกลางใจผู้ฟัง "สินค้าของท่านเป็นเพียง 'วัตถุ' ที่มีไว้สวมใส่ แต่ง울สินค้าของข้า... มันคือ 'ความฝัน' และ 'สถานะทางสังคม' ที่สตรีในยุคนี้โหยหา ข้าไม่ได้แค่ขายเสื้อผ้า แต่ข้าขายคุณค่าทางจิตใจ การผสมผสานลวดลายศิลปะจีนโบราณเข้ากับแพทเทิร์นตะวันตกที่ทันสมัย ทำให้ผ้าฝ้ายธรรมดากลายเป็นอาภรณ์แห่งความภาคภูมิใจ นี่ต่างหากคือกลยุทธ์ที่ท่านมองไม่เห็น"
คำพูดของนางเฉียบคมบาดลึก เฉินเหว่ยรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยมือที่มองไม่เห็น เขากัดฟันกรอด จ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้และความเคียดแค้นที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
"เจ้ามั่นใจนักนะซูเหยา... คิดว่าตัวเองกุมชัยชนะไว้ในมือแล้วสินะ อย่าลืมว่าเบื้องหลังตระกูลเฉินยังมีอิทธิพลมืดที่เจ้าคาดไม่ถึง..."
"อิทธิพลหรือคะ?" เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังแทรกขึ้นขัดจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจและเยือกเย็นดุร้ายดังขึ้นจากความมืดบริเวณทางเดิน
จ้าวหานเฟิงก้าวเข้ามาในห้อง ร่างสูงสง่าในชุดโค้ทสีเข้มทำให้บรรยากาศภายในห้องลดอุณหภูมิลดฮวบทันที แววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปยังเฉินเหว่ยด้วยความเหยียดหยาม รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เฉินเหว่ยหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร แม้เขาจะทะเยอทะยานเพียงใด แต่ต่อหน้าจ้าวหานเฟิง ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือเครือข่ายธุรกิจและอิทธิพลนอกกฎหมายทั้งหมดในภูมิภาคนี้ เขาก็เป็นได้เพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
"ท่าน... ท่านอ๋อง... อ้อ ไม่สิ ท่านประธานจ้าว..." เฉินเหว่ยละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก
"ถ้าเจ้ายังกล้าก้าวเข้ามาในอาณาเขตของนางอีกแม้แต่ก้าวเดียว..." จ้าวหานเฟิงก้าวเข้าไปประชิดตัวเฉินเหว่ย สายตาดุดลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้น "ข้าจะทำให้ตระกูลเฉินของเจ้ากลายเป็นเพียงชื่อที่ถูกลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์หน้าAนี้... ไสหัวไป!"
เฉินเหว่ยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เขาถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีหายไปจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งให้ความเงียบสงัดกลับมาปกคลุมอีกครั้ง
หลี่ซูเหยาถอนหายใจเบาๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้ยืนค้ำหัวอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขายังคงมีความห่วงใยซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาดุร้ายคู่นั้นเสมอ ราวกับดวงวิญญาณของเขาผูกพันอยู่กับนางมานับพันภพชาติ
"ท่านไม่ควรมาแสดงตัวออกหน้าให้ข้าถึงเพียงนี้ค่ะ หมากตานี้ข้าเดินเองได้" ซูเหเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
จ้าวหานเฟิงโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายหยุดห่างจากแก้มนางเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้ม ลมปราณอันแข็งแกร่งและกลิ่นอายบุรุษเพศแผ่ซ่านเข้ามาห่อหุ้มตัวนางไว้
"ข้าไม่มีวันยอมให้สุนัขตัวใดมาเห่าหอนใส่เจ้าบนแผ่นดินที่ข้าดูแลอยู่" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังดั่งคำสาบาน "ซูเหยา... ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ยุคสมัยใด เจ้าก็คือคนของข้า"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความลึกซึ้งและมั่นคงดั่งหินผา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ตามด้วยร่างของเลขาคนสนิทที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับกระดาษโทรเลขฉบับหนึ่งในมือ
"ท่านประธานจ้าว! คุณซูเหยา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... สำนักงานใหญ่ที่เมืองหลวงส่งโทรเลขด่วนที่สุดแจ้งมาว่า..." เลขาหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือด "มีพระราชโองการลับ... อ้อ ไม่สิ คำสั่งด่วนพิเศษจากส่วนกลาง สั่งอายัดทรัพย์สินและระงับโครงการ 'บทเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลง' ของเราทั้งหมดทันที โดยมีชื่อของ... ของคุณซูเหยาเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานจารกรรมทางเศรษฐกิจ!"
จ้าวหานเฟิงหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาราวกับระเบิดเวลา ส่วนหลี่ซูเหยาชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากของนางจะยกยิ้มขึ้นอย่างเยือกเย็น
นี่ไม่ใช่เกมธุรกิจธรรมดาเสียแล้ว... แต่อำนาจมืดเบื้องบนกำลังลงทัณฑ์นาง
ส้มหวานมิติลับหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นกับปมปริศนาสุดระทึกนี้และพร้อมลุยไปกับซูเหยาในตอนหน้านะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 17
บทเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!