กลิ่นอายจางๆ ของใบชาหลง징ที่ถูกคั่วด้วยไฟอ่อน ลอยอบอวลผสมผสานไปกับกลิ่นกระดาษเอกสารราชการสีเหลืองกรอบในห้องทำงานมืดทึบของคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจมณฑล ตัวอักษรจีนตัวย่อและตัวเต็มถูกจรดลงบนรายงานโครงการสหกรณ์การเกษตรด้วยหมึกสีดำสนิท สะท้อนถึงความเด็ดเดี่ยวในทุกย่างก้าวของหลี่ซูเหยา
แม้กาลเวลาจะเคลื่อนคล้อยจากราชสำนักอันโอ่อ่าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมในทศวรรษที่เจ็ดสิบ แต่ทักษะการอ่านใจคนและวางหมากกระดานการเมืองของนางหาได้เสื่อมคลายลงไม่ ทุกตัวเลขบัญชีและโควตาแป้งสาลีที่นางจัดสรร ล้วนแฝงไว้ด้วยกลยุทธ์ "ยืมดาบฆ่าคน" เพื่อรับมือกับการโจมตีอย่างไร้ความปรานีจากเฉินเหว่ย คู่แข่งทางธุรกิจผู้ทะเยอทะยานที่หมายจะบดขยี้รากฐานของนางให้แหลقคามือ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะสม่ำเสมอแต่น้ำหนักเน้นย้ำถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบทหารผ่านศึก หลี่ซูเหยาเงยหน้าขึ้นจากกองแฟ้ม ดวงตาคู่คมดุจหงส์กวาดมองร่างสูงสง่าที่ก้าวเข้ามาในห้อง แสงไฟนีออนสีนวลส่องกระทบโครงหน้าคมคายราวกับสลักเสลาด้วยหินผาของจ้าวหานเฟิง บุรุษผู้กุมอำนาจมืดในเขตอุตสาหกรรมแห่งนี้ และในขณะเดียวกันก็คือเงาตามตัวของนางข้ามภพชาติ—ดวงตาคู่นั้นมองนางด้วยความลึกล้ำราวกับจดจำคำสัญญาที่ให้ไว้ ณ ตำหนักในเมื่อหลายร้อยปีก่อนได้ทุกกระเบียดนิ้ว
"เฉินเหว่ยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการกลางเขตแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะที่มือหนาสอดเข้าในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีเขียวขี้ม้าตามแบบนิยม ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลับปึกหนึ่งลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เอกสารนั้นมีตราประทับสีแดงฉานระบุชัดเจนถึงคำสั่งตรวจสอบบัญชีและการดำเนินงานของซูเหยาเป็นกรณีพิเศษ
หลี่ซูเหยาไม่แม้แต่จะชายตามองเอกสารแผ่นนั้น มุมปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อเล่ห์กลตื้นเขินของเด็กเมื่อวานซืน นางรินน้ำชาใส่จอกกระเบื้องเคลือบสีหยกก่อนจะเลื่อนไปตรงหน้าเขา
"เขากำลังเล่นเกมที่ใหญ่เกินตัว" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมดدุจใบมีดซ่อนในแพรไหม "คิดว่าการดึงเอาอำนาจส่วนกลางมาบีบข้า จะทำให้ข้าต้องยอมคุกเข่าส่งมอบสัมปทานโรงงานทอผ้าให้ แต่เขาคงลืมไปว่า... หมากที่เดินด้วยความโลภ ย่อมมองไม่เห็นหลุมพรางที่ขุดรอไว้เบื้องหน้า"
จ้าวหานเฟิงจ้องมองนาง นัยน์ตาคู่นั้นไหววูบชั่วขณะด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งห่วงใยและชื่นชมระคนกัน มือใหญ่เอื้อมไปกุมจอกชาอุ่นๆ แต่นิ้วมือกลับสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวของนางโดยบังเอิญ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของเขาเกิดระลอกคลื่นแห่งความโหยหา
"เจ้าประเมินเฉินเหว่ยต่ำไป หรือไม่ก็ประเมินความไร้ยางอายของเบื้องบนสูงเกินไป" จ้าวหานเฟิงเอ่ยเตือนเสียงต่ำ ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ประจำกายของนาง "เบื้องหลังเฉินเหว่ย มีท่านรองเลขาธิการพรรคผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลังอยู่ คนผู้นั้นไม่เคยปล่อยให้ผลประโยชน์หลุดมือ หากวันนี้เจ้าไม่มีแผนสำรองที่หนักหน่วงพอ เกรงว่าพรุ่งนี้เช้า ป้ายชื่อสหกรณ์ของเจ้าคงถูกปลดลง และตัวเจ้า... อาจต้องไปยืนชี้แจงข้อกล่าวหาในค่ายใช้แรงงาน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานกันท่ามกลางเงาสลัวของโคมไฟ หลี่ซูเหยาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ความเยือกเย็นของนางยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความงดงามอันทรงพลัง สตรีในชุดเสื้อคอจีนสีเทาเรียบง่ายผู้นี้ หาใช่สตรีอ่อนแอที่รอคอยความช่วยเหลือ หากแต่เป็นแม่ทัพผู้พร้อมจะเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น
"ท่านพี่หานเฟิง..." นางเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่าแฝงความนัยลึกล้ำ "ท่านคิดว่า ข้าเป็นใครกัน? ในเมื่อข้ากล้าเดินหมากตานี้ ย่อมต้องมีผู้ถือหางที่ทรงพลังยิ่งกว่าท่านรองเลขาธิการผู้นั้นรออยู่แล้ว"
จ้าวหานเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความครุ่นคิด ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้เผยคำถาม ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยบารมีก้าวเข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่คุ้นเคย
"ฮ่าๆๆๆ สมกับที่เป็นสตรีที่สหายตัวดีของข้าพร่ำเพ้อถึงไม่เว้นแต่ละวัน! สมคำร่ำลือจริงๆ สหายหลี่ซูเหยา!"
ร่างของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมกันหนาวผ้าฝ้ายอย่างดี ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ใต้แสงไฟ บุรุษผู้นี้มีใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาคมปลาบแฝงแววตาสەเทือนอำนาจและประสบการณ์อันโชกโชน ข้าราชการระดับสูงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคณะกรรมการกลางพรรค—สหายผู้กุมชะตากรรมของเขตอุตสาหกรรมทั้งหมด "ท่านผู้ตรวจการหลิว"
จ้าวหานเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้มาเยือน แม้เขาจะทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจใต้ดินและกองกำลังกึ่งทหาร แต่การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของท่านผู้ตรวจการหลิวในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน และที่สำคัญ... สายตาที่ท่านผู้ตรวจการมองหลี่ซูเหยา เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ซูเหยาลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม นางประสานมือคารวะตามธรรมเนียมโบราณที่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย "คารวะท่านผู้ตรวจการหลิว ขอบพระคุณท่านที่ให้เกียรติมาเยือนสถานที่คับแคบแห่งนี้ในยามดึกดื่น"
ท่านผู้ตรวจการหลิวโบกมือปัดไปมาอย่างไม่ถือสา พลางหัวเราะร่วน "คับแคบอะไรกัน! ที่นี่คือสมรภูมิที่กำลังจะพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจของมณฑลเราต่างหากเล่า! สหายซูเหยา เจ้าส่งจดหมายวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจสามฉบับนั้นให้ข้าอ่านเมื่อวานนี้ ทำให้คนแก่ๆ อย่างขตาสว่างเสียยิ่งกว่าดื่มชาเข้มๆ เสียอีก ข้อเสนอในการปรับโครงสร้างภาษีโรงงานและการกระจายสินค้าเกษตรผ่านสหกรณ์ของเจ้า คือทางออกเดียวที่เรากำลังตามหา!"
เขามองหน้าจ้าวหานเฟิงที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหิน ก่อนจะหันมาพยักพิกให้หลี่ซูเหยาด้วยความชื่นชม
"ส่วนเรื่องที่เจ้ากังวล... ไอ้เจ้าเด็กตระกูลเฉินกับท่านรองเลขาธิการผู้มากบารมีนั่น คิดจะใช้กฎหมายมาบีบพวกเราสินะ? น่าขันสิ้นดี!" ท่านผู้ตรวจการหลิวแค่นหัวเราะเสียงดัง "พรุ่งนี้เช้า คำสั่งตรวจสอบบัญชีของเฉินเหว่ยจะถูกส่งตรงไปยังสำนักงานปราบปรามการทุจริต และคนที่ต้องถูกสอบสวนหาที่มาของทรัพย์สิน ไม่ใช่สหกรณ์ของเจ้า... แต่เป็นไอ้พวกที่ตั้งตัวเป็นเหลือบไรสูบเลือดเนื้อประชาชนต่างหาก!"
ความกดดันทั้งหมดที่เคยปกคลุมห้องทำงานมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงรอยยิ้มทรงเสน่ห์และแววตาดุดั่งเหยี่ยวของหลี่ซูเหยา นางหันไปสบตากับจ้าวหานเฟิงที่นั่งมองนางด้วยความทึ่งแกแกมระอาใจ—สตรีผู้นี้ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองตกเป็นรองใครนางเดินเกมล่วงหน้าไปสามก้าวเสมอ และใช้มันสมองอันเป็นเลิศชักใยผู้มีอำนาจให้เข้ามาปกป้องนางโดยที่พวกเขาแทบไม่รู้ตัว
จ้าวหานเฟิงส่ายหัวเบาๆ ริมฝีปากหนายกยิ้มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบวัน แววตาสะท้อนความรักลึกซึ้งที่ยากจะต้านทาน—ไม่ว่านางจะอยู่ในยุคสมัยใด หรือสวมชุดรูปแบบไหน หลี่ซูเหยาก็ยังคงเป็นยอดกุนซือผู้สามารถสั่นคลอนแผ่นดินได้ด้วยปลายนิ้วเสมอมา
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลาย เสียงโทรศัพท์แบบหมุนบนโต๊ะทำงานของหลี่ซูเหยาก수กลับดังขึ้นแทรกทำลายความเงียบ เสียงกริ่งแหลมสูงนั้นบาดหูจนน่าประหลาดใจ
หลี่ซูเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางก้าวเข้าไปรับหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เสียงปลายสายที่ดังลอดเข้ามาไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่ในโรงงาน หรือเสียงรายงานความคืบหน้าใดๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะเยือกเย็นของเฉินเหว่ย—น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจราวกับถือไพ่เหนือกว่าทุกลมหายใจ
*"สหายหลี่... เจ้าคิดว่าการดึงท่านผู้ตรวจการหลิวมาหนุนหลัง จะช่วยปกป้องเจ้าจากความลับในแฟ้มสีแดงอีกแฟ้มหนึ่งได้จริงๆ หรือ? ลองเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของเจ้าดูสิ... ของขวัญชิ้นพิเศษจากข้า รอเจ้าอยู่ตรงนั้นแล้ว"*
หลี่ซูเหยาชะงักค้าง ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือที่ถือหูโทรศัพท์สั่นสะท้านไปชั่วเสี้ยววินาที นางก้มลงมองลิ้นชักไม้ที่ปิดสนิทเบื้องล่าง ขณะที่จ้าวหานเฟิงและท่านผู้ตรวจการหลิวต่างหันมามองนางเป็นตาเดียวด้วยความสังเกตเห็นความผิดปกติ
ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลและห้วงรักอันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 25
พันธมิตรคนสำคัญ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!