"หากคุณเฉินคิดจะเล่นเกมตบตาข้า เกรงว่าจวนตระกูลเฉินหลังนี้ คงไม่มีพื้นที่มากพอให้ฝังกลบความโลภของท่านกระมังคะ"
เสียงเคาะประตูสามครั้งที่ดังขึ้นจากบานหน้าต่างเมื่อครู่ ยังไม่ทันจางหายไปจากโสตประสาท หลี่ซูเหยาก็เป็นฝ่ายชิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นเสียก่อน ร่างระหงในชุดสูทผ้าไหมจีนตัดเย็บประณีตเข้ารูปสีมรกตเข้ม ขับเน้นทรวดทรงให้อสงไขยดั่งภาพวาดพู่กันจีนโบราณ นางไม่ได้หันไปมองผู้ที่เพิ่งมาเยือนทางหน้าต่างแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดั่งหงส์ยังคงจดจ้องอยู่บนใบหน้าของเฉินเหว่ย ผู้ซึ่งกำลังแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
เฉินเหว่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองเช่นนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา นักธุรกิจหนุ่มผู้กุมสัมปทานสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ แต่ในยามนี้ เมื่ออยู่เบื้องหน้าสตรีผู้ลึกลับที่ก้าวเข้ามาขุดคุ้ยบัญชีลับและเส้นทางการเงินสีเทaของเขา เฉินเหว่ยกลับรู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่หน้าแท่นประหารในราชสำนักโบราณ ผู้พิพากษาไม่ได้ถือดาบอาญาสิทธิ์ หากแต่ถือความตายที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มอันงดงามหยาดเยิ้ม
"คุณหลี่... ท่านเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว เอกสารพวกนั้น..." เฉินเหว่ยพยายามเค้นเสียงปฏิเสธ ทว่าเหงื่อกาฬกลับผุดพรายเต็มกรอบหน้า
"เข้าใจผิดหรือคะ?" หลี่ซูเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบจนน่าขนลุก นางค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีสลักลวดลายวิจิตร ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนหยกเนื้อดีไล้ไปตามขอบโต๊ะอย่างเชื่องช้า ราวกับเสือดาวกำลังหยอกล้อเหยื่อก่อนตะครุบ "เส้นทางการเงินที่ถูกถ่ายเทไปยังฮ่องกงผ่านบริษัทบังหน้า ใบเสร็จรับเงินค่าสินค้าที่ถูกปลอมแปลงลายเซ็นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และที่สำคัญที่สุด... สินค้าล็อตสุดท้ายที่ท่านแอบลักลอบนำเข้าจากฝั่งตะวันตก ซึ่งซุกซ่อนดินปืนและยุทธภัณฑ์ไว้ใต้ลังผ้าฝ้าย สิ่งเหล่านี้ หากหลุดไปถึงมือสำนักงานความมั่นคง หรือหากไปถึงหูของ... *ใครบางคน* ที่กำลังจับตาดูท่านอยู่ ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของตระกูลเฉินคงมลายหายไปภายในชั่วข้ามคืนนะคะ"
คำว่า 'ใครบางคน' ทำเอาเฉินเหว่ยถึงกับหน้าถอดสี ขาเรียวของเขาแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เพราะเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของหลี่ซูเหยานั้นไม่ได้มีแค่ความฉลาดเฉลียวเป็นกรด หากแต่มีอิทธิพลอันน่าสะพรึงกลัวของ 'จ้าวหานเฟิง' หนุนหลังอยู่ แม้ว่าทั้งคู่จะแสดงท่าทีเหมือนกำลังแข่งขันกันในเชิงธุรกิจ แต่เฉินเหว่ยก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะมองไม่ออกว่า สตรีผู้นี้คือขุมกำลังที่ท่านอ๋องในร่างนักธุรกิจผู้เยือกเย็นคนนั้นมอบความไว้วางใจให้ถือครองอำนาจเงา
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดหน้าต่างดังขึ้นเบื้องหลัง แว่วเสียงลมหายใจอันคุ้นเคยที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวYinZhen ลอยวนเข้ามาในบรรยากาศที่ตึงเครียด หลี่ซูเหยาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย นางไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าผู้มาเยือนทางหน้าต่างคือใคร
จ้าวหานเฟิงก้าวข้ามกรอบหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเชด ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่เคลื่อนไหวในยามวิกาล ชุดโค้ทสีดำสนิทสะท้อนแสงไฟสลัวจากตะเกียงบนโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับถูกแกะสลักขึ้นโดยเซียนวาดภาพผู้พิถีพิถัน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองมาที่หลี่ซูเหยาก่อนจะเหลือบไปมองเฉินเหว่ยด้วยแววตาดุร้าย เย็นชา และทรงพลังจนแทบหยุดหายใจ
"ดูเหมือนว่า... ข้าจะมาขัดจังหวะการเจรจาธุรกิจอันน่าสนุกของเจ้ากระมัง ซูเหยา" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์เอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างนางอย่างแนบชิด จนความอบอุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาสัมผัส
หลี่ซูเหยาเหลือบสายตาขึ้นมองชายหนุ่มเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นบางเบาอย่างรู้ทัน "ท่านอ๋อง... หาใช่การขัดจังหวะไม่เพคะ เป็นการมา 'ตรวจราชการ' ที่ถูกจังหวะเสียมากกว่า" นางจงใจใช้สรรพนามในอดีตชาติเพื่อหยั่งเชิงเขา ขณะที่เฉินเหว่ยเมื่อได้ยินคำว่า 'ท่านอ๋อง' จากปากนาง ก็ยิ่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เพราะข่าวลือเกี่ยวกับความโหดเหี้ยมในการจัดการศัตรูทางธุรกิจของจ้าวหานเฟิงนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดมาโดยตลอด
จ้าวหานเฟิงไม่ได้ตอบคำโต้แย้งใดๆ สายตาคมกริบของเขาหันกลับไปจ้องมองเฉินเหว่ยราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง "เฉินเหว่ย เจ้ามีความกล้ามากนะ ที่กล้าเล่นตุกติกกับผลประโยชน์ของข้า"
"ท่านประธานจ้าว! หล... หลี่ซูเหยา! ได้โปรดเมตตาด้วย ข้า... ข้าแค่ถูกบีบจากกลุ่มอำนาจเก่า..." เฉินเหว่ยละล่ำละลักทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นพรมอย่างหมดสภาพ ความทะเยอทะยานทั้งหมดที่มีมลายหายไปสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันอันมหาศาลจากคนทั้งสอง
หลี่ซูเหยาลอบถอนหายใจเบาๆ นางรู้ดีว่าการบีบคั้นเฉินเหว่ยจนมุมในคืนนี้ เป็นเพียงก้าวแรกของการเปิดโปงเครือข่ายธุรกิจมืดที่โยงใยไปถึงขุนนางกังฉินในคราบนักการเมืองยุคใหม่ แต่ทว่า... ก่อนที่นางจะได้เค้นถามข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อผู้มีอำนาจที่หนุนหลังเฉินเหว่ยอยู่นั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนโต๊ะทำงาน
ถ้วยชาอุ่นๆ ที่เฉินเหว่ยรินไว้ต้อนรับนางเมื่อครู่ มีคราบสีขาวขุ่นแปลกประหลาดลอยอยู่เหนือผิวน้ำ กลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบป่ากลบเกลื่อนกลิ่นฉุนบางเบาของ 'พิษสลายเส้นเอ็น' เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
ไม่ใช่ฝีมือของเฉินเหว่ยแน่... เพราะเฉินเหว่ยไม่มีความรู้เรื่องพิษลึกล้ำถึงเพียงนี้!
หัวใจของหลี่ซูเหยาเต้นกระหน่ำด้วยความระแวง นางขยับตัวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างระมัดระวัง ทว่าจ้าวหานเฟิงกลับไวกว่า เขายื่นมือหนาคว้าข้อมือนางไว้มั่น ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างอันตรายเมื่อกวาดตามองไปรอบห้อง ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากตะเกียงบนโต๊ะก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องทำงานทั้งห้องในชั่วพริบตา
"ซูเหยา... อย่าขยับ" เสียงกระซิบต่ำลึกและอบอุ่นดังชิดริมหู พร้อมกับร่างสูงที่ขยับเข้ามาบังกระแสลมหนาวและโอบกอดปกป้องนางไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง
และในความเงียบสงัดและมืดมิดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝีหนี่ง... แผ่วเบาราวกับเสียงแม่าย่างก้าว ก็ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก... พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงบนผ้าม่านโปร่ง... เป็นเงาร่างที่ถือบางสิ่งไว้ในมือ... และสิ่งนั้นกำลังสะท้อนแสงจันทร์ส่องประกายวาววับดั่งคมดาบ!
**************************************
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและก้าวผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 8
หยั่งเชิงศัตรู
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!