“หมากกระดานนี้ท่านเดินพลาดไปก้าวหนึ่งแล้วนะ เฉินเหว่ย”
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกของหลี่ซูเหยาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนแทบหยุดหายใจ นางไม่ได้สะทกสะท้านต่อรอยยิ้มเยาะเย้ยของบุรุษที่ยืนอยู่หลังบานประตูแม้แต่น้อย ดวงตาเรียวหงส์กวาดมองเอกสารในมือ ก่อนจะส่งคืนให้ทหารหนุ่มด้วยกิริยาที่สงบนิ่งดุจขุนเขา
เฉินเหว่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถ้วยชาในมือเขาขยับไหวตามจังหวะนิ้วที่เคาะขอบถ้วยเป็นทำนองเนิบช้า “พลาดหรือ? กฎหมายยุคใหม่ไม่ได้มีความเมตตาต่อผู้ค้าต่างถิ่นที่ไม่มีใบอนุญาตครอบครองที่ดินในเมืองหลวงหรอกนะ คุณหนูหลี่ การที่คุณพยายามจะปักธงธุรกิจสิ่งทอที่นี่โดยไม่ผ่านการรับรองจากสภาพาณิชย์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่กับดักของเสือ”
“คนเขลาเท่านั้นที่เชื่อว่าอำนาจสภาคือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร” ซูเหยาแค่นยิ้ม มุมปากของนางยกขึ้นเพียงเล็กน้อยทว่ากลับเปี่ยมด้วยรัศมีของสตรีผู้กุมกลยุทธ์เหนือผู้ใด “ในเมื่อท่านเลือกจะเปิดฉากด้วยการทำลายเส้นทางธุรกิจของข้าในวันนี้ ข้าก็ขอแนะนำให้ท่านหันไปตรวจสอบบัญชีหลังร้านของตนเองดูบ้าง... เผื่อว่า ‘ผู้ชนะ’ อย่างท่าน อาจจะพบว่ารากฐานใต้ฝ่าเท้ากำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง”
เฉินเหว่ยชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับสตรีเบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้น นางไม่ใช่แค่แม่ค้าที่ทำธุรกิจเก่งกาจ แต่ท่าทีที่นิ่งสยบความเคลื่อนไหวและสายตาที่ราวกับอ่านทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจเขา ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกมีดคมกริบจ่อที่คอหอย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง เสียงนั้นเปี่ยมด้วยไอสังหารที่เย็นยะเยือกจนอากาศในห้องแทบจะเป็นน้ำแข็ง จ้าวหานเฟิงก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างซูเหยา มือหนาข้างหนึ่งวางลงบนไหล่บางของนางอย่างถือสิทธิ์ แววตาของเขาที่มองเฉินเหว่ยไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่กลับว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูซากศพที่เดินได้
“การเดินทางสู่เมืองหลวงไม่ได้มีไว้ให้สุนัขรับใช้มาเห่าหอน” จ้าวหานเฟิงกล่าวเสียงต่ำ “หากเจ้ายังไม่อยากเห็นกิจการตระกูลเฉินกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนรุ่งสาง จงเก็บถ้วยชาของเจ้าแล้วไสหัวไปเสีย”
เฉินเหว่ยขบกรามแน่น เขาพยายามรักษามาดของผู้ชนะไว้ แต่แรงกดดันจากจ้าวหานเฟิงนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้เพียงลำพัง เขาทำได้เพียงวางถ้วยชาลงอย่างแรงจนเกิดเสียงกังวาน ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นชาจางๆ ที่บัดนี้กลับมีกลิ่นอายของความพ่ายแพ้ปนเปื้อน
เมื่อลับหลังร่างของเฉินเหว่ย ซูเหยาถอนหายใจแผ่วเบา นางหันไปหาท่านอ๋องผู้เยือกเย็น “ท่านทำเช่นนี้ ข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างตระกูลจะยิ่งลุกลาม”
“ข้าไม่เคยกลัวไฟที่กำลังลามเลีย” จ้าวหานเฟิงกระซิบข้างใบหูนาง ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้หัวใจของซูเหยาสั่นไหว “ข้าเพียงแต่ไม่ชอบให้ใครมาเสนอหน้าเป็นเจ้าของกระดานหมากเดียวกับเจ้า... เพราะบนกระดานนี้ มีเพียงข้าและเจ้าเท่านั้นที่คู่ควรจะร่วมเดินหมากด้วยกัน”
การเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้หาใช่เพียงเรื่องของการขยายสาขาธุรกิจ แต่เป็นการเดินเข้าสู่ใจกลางของพายุแห่งอำนาจที่จ้องจะบดขยี้ผู้ที่อ่อนแอกว่า ซูเหยาตระหนักดีว่าทุกย่างก้าวที่เธอย่างกรายลงบนแผ่นดินหลวงแห่งนี้ คือการเดิมพันด้วยชีวิตและอนาคตที่เธอเพียรสร้างมา
ระหว่างที่ทั้งสองเตรียมตัวสำหรับการเปิดตัวธุรกิจใหม่ในคืนวันรุ่งขึ้น ณ โรงน้ำชาหรูหรากลางเมืองหลวง เสียงเคาะประตูห้องพักดังขึ้นสามครั้งตามจังหวะที่ตกลงกันไว้ ประตูถูกแง้มออกเพียงเล็กน้อย หญิงรับใช้หน้าตาซีดเผือดนางหนึ่งรีบแทรกตัวเข้ามา มือสั่นเทาของนางยื่นจดหมายปิดผนึกด้วยตราประทับสีชาดที่ทำให้นัยน์ตาของซูเหยาต้องเบิกกว้าง
“ท่านหญิง... มีคนจากวังหลวงส่งสิ่งนี้มาให้ท่านค่ะ”
ซูเหยารับจดหมายมาด้วยมือที่มั่นคง ทว่าเมื่อเปิดอ่าน ข้อความด้านในกลับทำให้นางต้องหยุดลมหายใจไปชั่วขณะ มันไม่ใช่คำเชิญชวนทางการค้า แต่เป็นพระราชโองการลับที่สั่งให้นางต้อง ‘หายตัวไป’ จากเมืองหลวงภายในเวลาสามวัน มิฉะนั้นหัวของนางจะถูกแขวนไว้ที่หน้าประตูเมืองเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
จ้าวหานเฟิงขยับเข้ามาอ่านเนื้อหาในกระดาษ ใบหน้าคมเข้มของเขาเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่ถูกปลุกให้ตื่น เขาคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาขยำไว้ในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนจะหันไปทางหน้าต่างที่มองออกไปเห็นแสงไฟของวังหลวงที่สว่างไสวราวกับปีศาจที่กำลังจ้องมองพวกเขา
“ดูเหมือนว่า...” จ้าวหานเฟิงแค่นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น “จะมีใครบางคนในวังหลวงทนเห็นความสำเร็จของเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ซูเหยา”
เขาส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิทด้านนอกเข้ามา “เตรียมรถม้าให้พร้อม เราจะไม่หนี... แต่เราจะบุกเข้าไปเผาทำลายความเงียบของพวกมันให้สิ้นซากในคืนนี้!”
ทว่าในวินาทีที่จ้าวหานเฟิงกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง แสงไฟในเรือนพักทั้งหมดกลับดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าครอบคลุมทุกตารางนิ้ว และกลิ่นกำยานที่หอมประหลาดก็อบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นหอมนั้นทำให้ซูเหยารู้สึกวูบไหวในศีรษะ นางพยายามคว้าแขนของจ้าวหานเฟิงไว้ แต่กลับพบเพียงอากาศว่างเปล่า
ท่ามกลางความมืดมิด เสียงกระซิบเยือกเย็นของสตรีที่ไม่รู้จักดังขึ้นที่ข้างหูของนาง
“ยินดีต้อนรับสู่เมืองหลวง... ที่ซึ่งความตายมาเยือนเร็วกว่าพระอาทิตย์ขึ้น”
ส้มหวานมิติลับหวังว่าบทนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นและลุ้นระทึกไปกับการเดินทางของซูเหยาและท่านอ๋องนะคะ!
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 22
การเดินทางสู่เมืองหลวง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!