กลิ่นอับชื้นของกระดาษไขและคราบน้ำมันเครื่องในโกดังหมายเลขสี่ ห่างไกลจากความเจริญของตัวเมืองปักกิ่งราวสลี้ ไม่ได้ทำให้สติปัญญาอันแหลมคมของหลี่ซูเหยาต้องทื่อลงแม้แต่น้อย นางยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้ากองกระสอบแป้งและลังไม้ที่เรียงรายระเกะระกะ ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยยามกวาดสายตามองเอกสารบัญชีการผลิตที่ถูกฉีกทิ้งเกลื่อนพื้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะใช้มือตัดได้
"พวกเราถูกบีบให้จนมุมแล้วค่ะ รองผู้จัดการหลี่!" เสียงของคนงานอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้ายับย่นตามวัย "วัตถุดิบชุดใหม่ที่ควรจะมาส่งตั้งแต่เมื่อวานถูกสกัดกั้นที่ด่านตรวจ ยอดผลิตประจำสัปดาห์นี้ขาดหายไปเกือบครึ่ง หากเราส่งมอบสินค้าให้ทางสหกรณ์ไม่ทันตามกำหนด พวกเขาจะตัดงบประมาณของโรงงานเราทั้งหมด และพวกเราทุกคน... จะไม่มีแม้แต่เศษแป้งยาไส้ประทังชีวิตในฤดูหนาวนี้!"
ซูเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ภายใต้เสื้อโค้ทสีเขียวขี้ม้าเรียบง่ายตามค่านิยมยุคเจ็ดสิบ เรือนร่างระหงยังคงตั้งตรงสง่างามราวกับต้นไผ่ในเหมันต์ฤดู นางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ท่าทีสุขุมเยือกเย็นของนางกลับสร้างความสงบให้กับฝูงชนที่กำลังแตกตื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดั่งเช่นยามที่นางเคยยืนอยู่บนกำแพงเมืองโบราณเพื่อบัญชาการรบต้านทานกองทัพนับหมื่น
"ความตื่นตระหนกไม่เคยช่วยให้ข้าวก้นหม้อสุกเร็วขึ้นหรอกนะคะลุงเฉิน" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจและแฝงความนุ่มนวลชวนฟัง "ในเมื่อเส้นทางหลักถูกตัดขาด เราก็แค่ต้องหาเส้นทางรอง ประตูเมืองถูกปิด ย่อมมีหน้าต่างบานอื่นที่แง้มเปิดรออยู่เสมอ"
"แต่นั่นคือคำสั่งจากสำนักงานใหญ่... และเบื้องหลังการกักตุนวัตถุดิบครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเฉินเหว่ย!" เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังแทรกขึ้นมาจากความสลัวของมุมโกดัง ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อแจ็คเก็ตผ้าฝ้ายสีเข้มก้าวออกมาจากเงื้อมเงาของกองลังไม้ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของจ้าวหานเฟิงจดจ้องมองมาที่นาง เต็มไปด้วยความระแวกระวังและความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง "เขากำลังใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อบีบให้โรงงานแห่งนี้ล้มละลาย และบีบให้เธอต้องยอมจำนนต่อเขา"
ซูเหยาหันไปสบตากับชายหนุ่ม นัยน์ตาของทั้งคู่ประจันหน้ากันราวกับกระบี่คมที่กระทบกันจนเกิดประกายไฟ ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้ จ้าวหานเฟิงคือตัวแปรที่อันตรายที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุด เขามีใบหน้าคมคายราวกับถูกแกะสลักโดยปรมาจารย์ และบรรยากาศรอบตัวที่เยือกเย็นดุร้ายราวกับพญาเสือโคร่งผู้ครองป่าเขา ทว่าทุกครั้งที่เขายืนอยู่ใกล้ๆ นาง นางกลับสัมผัสได้ถึงเงարร่างของท่านอ๋องผู้เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ในอดีตชาติอย่างน่าประหลาด
"เฉินเหว่ยคิดตื้นเขินเกินไปค่ะ" ซูเหยาลดสายตกลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มบางเบาอย่างเย้ยหยัน "เขาคิดว่าการตัดวัตถุดิบจะทำให้พวกเราจำยอม แต่เขาหลงลืมไปว่า... สิ่งที่โรงงานแห่งนี้มีมากที่สุด ไม่ใช่แป้งสาลีหรือน้ำมันเครื่อง หากแต่คือ 'แรงงาน' และ 'ความคิดสร้างสรรค์' ที่ถูกกดทับมานานต่างหาก"
นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น ปลายนิ้วเรียวยาวหยิบแท่งชอล์กขึ้นมาขีดเขียนลงบนกระดานดำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับกำลังร่ายรำพู่กันจีนโบราณบนกระดาษเซวียนจื่ออันล้ำค่า
"ในเมื่อแป้งขาดแคลน เราจะเปลี่ยนไปผลิตเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากกากธัญพืชที่เหลือใช้ในคลังสำรองแทน ในขณะเดียวกัน ให้คนงานแบ่งออกเป็นสามกะ ทำงานหมุนเวียนตลอด24ชั่วโมงโดยใช้พลังงานไอน้ำจากหม้อต้มสำรองที่พวกเราเพิ่งซ่อมแซมเสร็จเมื่อวานนี้" ซูเหยาเอ่ยพลางตวัดชอล์กเป็นแผนผังการผลิตใหม่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ "และที่สำคัญที่สุด... จดหมายเตือนที่ถูกส่งมาใต้ประตูเมื่อคืนนี้ พิสูจน์แล้วว่า 'พวกมัน' กำลังเคลื่อนไหว เราไม่สามารถรอให้ภัยมาถึงตัวได้ หานเฟิง..."
นางหยุดพูดชั่วขณะ เงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มที่เดินเข้ามาประชิดตัวจนกลิ่นอายบุรุษอบอวลอยู่รอบกาย ความใกล้ชิดนี้ทำให้หัวใจในอกของนางกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
"เธอเรียกชื่อฉัน?" จ้าวหานเฟิงโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเจือไปด้วยความรู้สึกที่ดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ "ไม่มีคำนำหน้า ไม่มีความเคารพยำเกรง... ซูเหยา เธอเป็นใครกันแน่? และทำไมทุกย่างก้าวของเธอ ถึงทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเราเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานนับพันปี?"
ซูเหยาชะงักไปชั่วลมหายใจ นางซ่อนความไหววุ่นในแววตาไว้อย่างแนบเนียน ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ายวนใจถูกจุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย
"ถ้าท่านอยากรู้คำตอบ ก็จงช่วยข้าจัดการกับหมากกระดานนี้ให้ชนะเสียก่อนสิคะท่านอ๋อง... อ้อ หมายถึง คุณชายจ้าว" นางจงใจเปลี่ยนคำเรียกด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "เพราะดูเหมือนว่า ขณะที่เรากำลังวางแผนปฏิวัติสายการผลิตนี้ เฉินเหว่ยไม่ได้ส่งเพียงแค่คนมาสกัดกั้นวัตถุดิบเท่านั้น..."
นางผายมือไปยังประตูโกดังที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกันนั้น ร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสไตล์ตะวันตกผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันที่ฉาบอยู่บนใบหน้าอันเจ้าเล่ห์
"สวัสดีครับ คุณหลี่... และคุณจ้าว" เฉินเหว่ยเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่าในวินาทีต่อมา เขากลับหยิบซองเอกสารราชการสีน้ำตาลเข้มออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชูขึ้นให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน "ดูเหมือนว่าพวกคุณจะไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการผลิตในโรงงานอีกต่อไปแล้วนะครับ เพราะคำสั่งศาลและหมายจับข้อหาลักลอบเผยแพร่เอกสารลับทางราชการ... เพิ่งมาส่งถึงมือผมเมื่อสักครู่นี้เองครับ"
ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมโกดังทันที บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก จ้าวหานเฟิงหรี่ตาลงอย่างอันตราย กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเกร็งราวกับเสือชีตาร์ที่พร้อมจะกระโจนใส่เหยื่อ ในขณะที่ซูเหยาสูดหายใจเข้าลึก รอยยิ้มบนใบหน้าของนางมิได้จางหายไป กลับยิ่งทวีความลึกล้ำและท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีก
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 2
หมากกระดานแรกในโรงงาน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!