กลิ่นอายความชื้นของโกดังเก่าและคราบสนิมเหล็กคล้ายกลิ่นโลหิตและดินปืนในค่ายกลศึกสมัยโบราณ—ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันเลยสักนิดในห้วงความคิดของหลี่ซูเหยา
ซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่มีตราประทับรูปดาวสีแดงสด ถูกวางลงบนลังไม้เนื้อหยาบตรงหน้าอย่างจงใจ เสียงกระดาษกระทบเนื้อไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมโกดังร้าง เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสีกากีเข้มผู้มาใหม่มิได้เอ่ยวาจาใดๆ ทว่าดวงตากลับกวาดมองประเมินสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาคมกริบดั่งใบมีดโกน
“สหายหลี่ซูเหยา และคุณชายจ้าวหานเฟิง... พวกท่านคงทราบกระบวนการดีว่า การกักตุนวัตถุดิบและปลุกระดมแรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการปฏิวัติเขตอุตสาหกรรม มีบทลงโทษเช่นไรในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้” น้ำเสียงของนายทหารยศสูงผู้มาเยือนราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ขัดขืนให้แหลกคามือ
เฉินเหว่ย ซึ่งยืนหลบมุมอยู่หลังกองลังสินค้า ย่อมลอบยิ้มเยาะในความพินาศที่ตนเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เขากระทืบส้นรองเท้าหนังอย่างลำพองใจ หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เห็นสตรีอวดดีผู้นี้คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา ทว่าซูเหยามิได้สะทกสะทอดย่อท้อแม้แต่น้อย นางเพียงค่อยๆ ขยับตัวช้าๆ ปรับชายเสื้อโค้ทกันหนาวสีเทาเข้มให้เรียบร้อยอย่างผู้ดี ท่วงท่าสง่างามราวนางพญาหงส์ที่เดินเหินอยู่ท่ามกลางหมู่มวลบุปผาในวังหลวง แม้เบื้องหน้าจะเป็นซากปรักหักพังของยุคสมัยเจ็ดสิบก็ตาม
“ใต้เท้าผู้ตรวจการ... หรือข้าควรเรียกว่า ‘สหายผู้กอง’ ดีเจ้าคะ?” ซูเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลกังวานใสราวดนตรีจีนโบราณที่บรรเลงในห้องโถงอักษร ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย “ท่านถือวิสาสะนำเอกสารลับทางราชการมาเปิดเผยกลางยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดต่อกฎระเบียบข้อที่สี่ของสำนักกิจการพลเรือนในการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ประกอบการรุ่นใหม่กระมัง”
นายทหารหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาไม่คาดคิดว่าสตรีวัยเยาว์ผู้นี้จะกล้าอ้างข้อกฎหมายขึ้นมาต่อรองอย่างฉาดฉาน แทนที่จะหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
“กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐ ไม่ใช่เครื่องมือให้พวกท่านมากอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน!” นายทหารตวาดก้องพร้อมตบโต๊ะ
“รัฐสร้างขึ้นเพื่อโอบอุ้มประชาชน หาใช่เพื่อกดขี่ผู้ใช้แรงงานให้จมอยู่ใต้กองเพลิงแห่งความอดอยากไม่” ซูเหยาตอบกลับทันควัน ดวงตาดำขลับประกายแสงวาวโรจน์ดั่งปราชญ์ผู้รอบรู้ตำราพิชัยสงครามร้อยเล่ม นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว กลิ่นอายความเยือกเย็นดุร้ายที่แผ่ออกมาจากตัวนางทำให้นายทหารผู้นั้นถึงกับชะงักงัน ราวกับตนมิได้ยืนอยู่หน้าสตรีสามัญ หากแต่กำลังเผชิญหน้ากับแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตากรรมนับแสนชีวิต
ในขณะเดียวกัน จ้าวหานเฟิงที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบอยู่ด้านหลัง คอยสังเกตการณ์ทุกความเคลื่อนไหว แววตาคมกราบของเขาทอประกายลึกล้ำ ชายหนุ่มจดจำสตรีผู้นี้ได้—ไม่ใช่เพียงแค่ในชาตินี้ แต่ลึกลงไปในความทรงจำนับพันปีที่ผูกพันกันข้ามภพชาติ แววตาของเขาที่มองซูเหยามิได้มีร่องรอยความหวาดหวั่นต่อวิกฤตตรงหน้าแม้แต่น้อย มีเพียงความหลงใหลระคนความดุร้ายราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามที่กล้าแตะต้องนาง
“สหายผู้กองโปรดตรองดูให้ดีเถิด” ซูเหยาผายมือไปยังกลุ่มคนงานนับร้อยคนที่ยืนอออยู่เบื้องนอก โครงหน้าของพวกเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้าและความหวังที่ริบหรี่ “สหภาพแรงงานมิได้ต้องการก่อกบฏ พวกเขาเพียงต้องการความเป็นธรรมในเรื่องค่าตอบแทนและเสบียงกรังในช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาถึง หากท่านใช้กำลังเข้ากวาดล้างในคืนนี้ ความกดดันที่สะสมมานานจะระเบิดออก กลายเป็น ‘ไฟบรรลังก์’ ที่แม้แต่ท่านผู้ตรวจการก็ไม่อาจหาญกล้ารับผิดชอบไหว”
น้ำเสียงของนางหนักแน่นและทรงพลัง ทุกถ้อยคำร้อยเรียงดั่งคมหอกที่ปักทะลวงจุดอ่อนของคู่เจรจาจนหมดสิ้น สหายผู้กองนิ่งอึ้ง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับวาทศิลป์อันเฉียบคมและตรรกะที่ไร้ช่องโหว่ของสตรีผู้นี้
เฉินเหว่ยที่แอบฟังอยู่ถึงกับหน้าซีดเผือด เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า
“ท่าน... ท่านกล่าวเกินไปกระมัง!” นายทหารพยายามหาทางลง
“ข้ามิได้เกินเลย แต่ข้ากำลัง ‘ชี้ทางสว่าง’ ให้ท่านต่างหาก” ซูเหยาแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าแฝงพิษร้ายแรงราวกับบุปผาอาบยาพิษในตำหนักใน “หากท่านเซ็นชื่อรับรองข้อตกลงการปรับโครงสร้างค่าแรงฉบับนี้ร่วมกับบริษัทของตระกูลจ้าว ท่านจะไม่เพียงแต่รักษาความสงบเรียบร้อยไว้ได้เท่านั้น แต่ผลงานชิ้นโบแดงนี้จะนำพาเกียรติยศมาสู่ตระกูลและหน้าที่การงานของท่านอย่างแน่นอน... เลือกเอาเถิดเจ้าค่ะ ว่าจะยอมให้ประวัติศาสตร์จารึกว่าท่านคือผู้สร้างสันติ หรือผู้จุดชนวนให้เกิดจลาจลครั้งใหญ่ที่สุดในเขตอุตสาหกรรมนี้”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าคราวนี้มันเต็มไปด้วยความตึงเครียดของการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ นายทหารหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่ถือปากกาหมึกซึมสั่นเทาเล็กน้อยภายใต้สายตาอันเฉียบคมของซูเหยาและแววตาดุร้ายดั่งพญาเหยี่ยวของจ้าวหานเฟิง
เขายื่นมือออกไปหยิบปากกา หมายจะจรดปลายลงบนกระดาษตามคำแนะนำของนาง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่หมึกหยดแรกจะสัมผัสผืนกระดาษ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกึกก้องจากด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของยามเฝ้าประตู—
“แย่แล้ว! กองกำลังพิเศษส่วนกลางบุกเข้ามาปิดล้อมโกดังทุกด้านแล้ว!”
ซูเหยาหรี่ตาลงทันที นางหันขวับไปสบตากับจ้าวหานเฟิงในทันทีที่บานประตูเหล็กถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบอีกครั้ง เผยให้เห็นเงาร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารระดับสูงที่เต็มไปด้วยเหรียญตราเกียรติยศ บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งกองทัพภาคเหนือยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย—และในมือของเขามีเอกสารคำสั่งลับสุดยอดที่ประทับตรา ‘อภัยโทษและกวาดล้าง’ สีแดงฉาน ชนิดที่แม้แต่ซูเหยาก็คาดไม่ถึงว่าจะถูกส่งมาเร็วกว่ากำหนดถึงสามวัน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 4
ปัญญาชนะกำลัง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!