“ตัวเลขในบัญชีนี้... ดูเหมือนจะมี ‘ส่วนเกิน’ ที่ไม่ควรปรากฏอยู่ถึงสามจุดนะคะ คุณเฉิน”
ปลายนิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้านของหลี่ซูเหยา เคาะลงบนสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของโรงงานสิ่งทออย่างแผ่วเบา ทว่าเสียงนั้นกลับดังกังวานราวกับเสียงฆ้องที่ตีเตือนภัยในใจของผู้บริหารหนุ่มตรงหน้า
เฉินเหว่ยแค่นหัวเราะ กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อดี กวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาประเมินค่าดั่งมองสินค้าชิ้นหนึ่ง “คุณหลี่เข้าใจผิดไปหรือเปล่า? ตัวเลขเหล่านั้นคือค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ด การทำธุรกิจในยุคสมัยที่ทุกอย่างต้องแลกด้วย ‘ใบเบิกทาง’ หากคุณไม่รู้จักรักษาน้ำใจผู้ใหญ่ ก็อย่าหวังว่าจะรักษาสถานะกุนซือของโครงการนี้ไว้ได้นานนัก”
บรรยากาศในห้องประชุมอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นราวกับพายุใหญ่ เฉินเหว่ยไม่ได้ขู่เพียงลมปาก แต่เขากำลังใช้เส้นสายที่เขามีในส่วนกลางกดดันให้โรงงานของหลี่ซูเหยาต้องหยุดชะงัก เพียงเพราะเขาต้องการฮุบสัมปทานส่งออกผ้าไหมย้อนยุคที่นางเป็นคนวางรากฐานไว้แต่เพียงผู้เดียว
“น้ำใจ... หรือสินบนคะ?” หลี่ซูเหยาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางดั่งห้วงน้ำลึกที่อ่านอารมณ์ไม่ขาด “หากวิถีทางของธุรกิจนี้ต้องใช้ความสกปรกเข้าแลก ข้า... ดิฉันก็เกรงว่าทางเลือกของดิฉันคงต้องเปลี่ยนไปสู่การพึ่งพากฎหมาย แทนที่จะพึ่งพามารยาททางธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริงในพจนานุกรมของคุณ”
“กฎหมาย?” เฉินเหว่ยหัวเราะร่า “ในเมืองที่กงสีและตระกูลใหญ่เป็นผู้กำหนดทิศทางลม คุณคิดว่ากฎหมายจะฟังเสียงคนตัวเล็กๆ อย่างคุณหรือ?”
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ยืดตัวขึ้นกล่าววาจาโอหังไปมากกว่านั้น บานประตูไม้บานใหญ่ของห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มตัดเย็บประณีตราวกับชุดฉลองพระองค์ขององค์ชายในยุคโบราณก้าวเข้ามา จังหวะการเดินนั้นหนักแน่น มั่นคง และกดดันจนลมหายใจของคนในห้องราวกับจะสะดุดลง
จ้าวหานเฟิง... ชายผู้ที่ไม่มีใครในเมืองนี้กล้าท้าทาย
เขาไม่ได้กล่าวทักทายใคร สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายเหลือบมองเพียงเฉินเหว่ยครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนความสนใจมายังแฟ้มงานตรงหน้าหลี่ซูเหยา มือหนาหยิบสมุดบัญชีเล่มนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใจเย็น “สามจุดที่ว่า... ดูเหมือนจะรวมถึงบัญชีเส้นด้ายดิบจากทางเหนือด้วยสินะ”
“ท่าน... คุณจ้าว เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของฝ่ายบริหารครับ ท่านไม่ควร...” เฉินเหว่ยชะงักไปเมื่อเห็นแววตาที่เยือกเย็นจนถึงกระดูกสันหลังของอีกฝ่าย
“ภายใน?” จ้าวหานเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางส่งสมุดคืนให้หลี่ซูเหยาด้วยกิริยาที่อ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ “บังเอิญเหลือเกินที่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของสหกรณ์อุตสาหกรรมแห่งนี้ ข้า... ผม ย่อมมีสิทธิ์ที่จะ ‘ตรวจสอบ’ ทุกความผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นความพยายามของหนูสกปรกที่แอบขโมยชีสในโกดัง”
เขาขยับกายเข้าใกล้หลี่ซูเหยา กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและเหล้าหมักชั้นดีโชยออกมาจากตัวเขา ราวกับบรรยากาศในตำหนักอ๋องเมื่อครั้งอดีตมิเคยจางหาย “ซูเหยา... หากคนคนนี้สร้างความรำคาญให้คุณมากนัก การจะให้เขาหายไปจากโครงการ หรือหายไปจากเมืองนี้โดยสิ้นเชิง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยสำหรับผม”
คำว่า ‘หายไป’ ของจ้าวหานเฟิงไม่ใช่การเปรียบเปรย แต่เป็นคำประกาศิตที่ทุกคนในห้องรับรู้ได้ถึงความนัยที่น่าสะพรึงกลัว เฉินเหว่ยหน้าถอดสี มือที่วางบนโต๊ะสั่นระริกโดยไม่อาจควบคุม
หลี่ซูเหยาเงยหน้ามองชายหนุ่มผู้ที่บัดนี้กลายเป็น ‘ขุนพลหนุนหลัง’ ที่แข็งแกร่งที่สุดของนาง ความเยือกเย็นที่เขามีต่อผู้อื่นเมื่อเผชิญหน้ากับนางกลับกลายเป็นความอ่อนโยนที่แฝงความนัยลึกซึ้ง แววตาของเขาที่มองนางไม่ได้มีเพียงความช่วยเหลือทางธุรกิจ แต่มันมีความรู้สึกที่ถวิลหา... ความรู้สึกที่เหมือนเขากำลังปกป้องสตรีผู้เป็นหัวใจของเขาจากศตวรรษที่ผ่านพ้น
“ขอบพระคุณค่ะ คุณจ้าว” นางกล่าวพลางขยับยิ้มบาง “แต่หากจะจัดการ... เราควรทำตามขั้นตอน เพื่อให้ ‘หลักฐาน’ เหล่านี้ปรากฏชัดเจนต่อหน้าคณะกรรมการตรวจสอบส่วนกลางเสียก่อน จะได้ไม่เสียชื่อเสียงของโครงการเรา”
จ้าวหานเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้คนทั้งห้องรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนปากเหว “ตามใจคุณ... กุนซือของผม”
ทว่าในวินาทีที่จ้าวหานเฟิงหันหลังกลับเพื่อจะเดินออกไป เขากลับหยุดชะงักแล้วหันมามองหลี่ซูเหยาอีกครั้ง “คืนนี้มีงานเลี้ยงรับรองทูตการค้าต่างประเทศ หวังว่าคุณจะเตรียมตัว... เพราะผมมี ‘ของขวัญ’ จะมอบให้ในฐานะหุ้นส่วนที่ถูกใจที่สุด”
เขาวางเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ เป็นตราประทับลับจากหน่วยงานรัฐที่เฉินเหว่ยไม่มีวันเข้าถึง หลี่ซูเหยาก้มลงมองเอกสารนั้น หัวใจของนางกระตุกวูบ
มันไม่ใช่แค่เอกสารธุรกิจ แต่มันคือรายชื่อ ‘สายลับ’ ที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลของเฉินเหว่ย... และรายชื่อนั้นมีชื่อของบิดาบุญธรรมของนางรวมอยู่ด้วย!
ส้มหวานมิติลับหวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับกลเกมการเมืองและหัวใจที่กำลังสั่นไหวในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ•ตอนที่ 13
ขุนพลหนุนหลัง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยใหม่กับท่านอ๋องผู้อยู่เหนือศตวรรษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!