กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินโชยปะทะนาสิก คล้ายกลิ่นอายของซากศพที่ถูกฝังกลบมานานปี แสงเทียนสีส้มสลัววาดเงาทอดยาวของคนทั้งสองให้ทาบทับไปกับผนังหินศิลาแลงอันเย็นเยียบ
หลี่เหมยฟางไม่ยอมขยับเขยื้อนกายแม้แต่น้อย ปลายเท้าของนางหยุดนิ่งอยู่ห่างจากร่างไร้วิญญาณของขันทีหลวงผู้กุมความลับ เพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตคู่คมกริบกวาดมองคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทดีบนพื้น ก่อนจะเลื่อนขึ้นประสานสายตากับบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
"ท่านอ๋องทรงคิดว่า กลิ่นอายของความพินาศครั้งนี้ เจือจางพอที่จะตบตาผู้ตรวจการจากกรมอาญาได้หรือไม่เพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้รอบกายจะรายล้อมด้วยกลิ่นไอสังหาร
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันราวกับเสียงก้อนศิลาที่ถูกโยนลงบนน้ำแข็งเปราะบาง ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บขยับเข้าประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายสนิมเหล็กจากสนามรบโอบล้อมร่างบางไว้ในรัศมีกดดัน
"เจ้าคิดว่าเป้าหมายของพวกมันคือการใส่ร้ายข้า... หรือต้องการให้หัวของเจ้าหลุดจากบ่ากันแน่ เหมยฟาง" สุ้มเสียงทุบต่ำทรงอำนาจเอ่ยชิดริมใบหู ปลายนิ้วสอบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปแตะปลายคางมนของนางอย่างถือวิสาสะ บีบเบาๆ ให้เงยขึ้นสบตา "หมากตานี้เดินโดยผู้ที่รู้จุดอ่อนของเจ้าและข้าดีที่สุด หากเราก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ราชบัลลังก์ที่ยังว่างเปล่าคงไม่ต้องรอให้เราไปแย่งชิง เพราะพวกเราคงกลายเป็นผีเฝ้าสุสานเสียก่อน"
เหมยฟางมิได้ปัดป้อง นางเพียงปรายตามองปลายนิ้วที่สัมผัสแกงได ก่อนจะปรายไปยังรอยแยกของพื้นหินใต้ร่างไร้วิญญาณ ที่ซึ่งมุมผ้าแพรเนื้อดีสีม่วงเข้มโผล่พ้นออกมาเล็กน้อย
"รวดเร็วและอำมหิตสมเป็นฝีมือของ 'เสนาบดีหลี่' ผู้เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดข้าจริงๆ เพคะ" นางเอ่ยชื่อนั้นด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "เขาย่อมรู้ดีว่าบุตรสาวที่ถูกขับไล่อย่างข้า ไม่มีทางลอบเข้ามาในเขตพระฐานเพื่อสังหารขันทีคนสนิทของไทเฮาได้... เว้นแต่จะมี 'ผู้มีอำนาจล้นฟ้า' คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง และผู้นั้นคงหนีไม่พ้น... ฉีอ๋องผู้กุมกำลังพลสามแสนนายเช่นท่าน"
เฟยหลงหรี่ตาลง รอยยิ้มพึงใจวาดขึ้นที่มุมปากหยักลึก สตรีผู้นี้ไม่เพียงแต่มีความงามล่มเมือง หากแต่ยังมีสมองที่เฉียบคมราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ สมแล้วที่เป็นหมากตัวสำคัญที่เขาจงใจดึงเข้ามาในเกมกระดานมรณะนี้
"ฉลาดนัก... แต่การรู้ทันเกม หาใช่การชนะเกมไม่"
ฉีอ๋องสะบัดชายแขนเสื้อ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ศพของขันทีหลวง ก่อนจะใช้ปลายกระบี่เขี่ยร่างนั้นให้พลิกหงาย เผยให้เห็นรอยสักรูป 'ดอกบัวอัคคี' ที่ถูกกรีดทำลายบริเวณอกเบื้องซ้าย ทว่าใต้รอยแผลเป็นนั้น กลับมีวัตถุบางอย่างร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินเสียงดัง *กริ๊ง*
ดวงตาของเหมยฟางหดแคบลงทันที
บนพื้นศิลาเย็นเยียบ คือ "ตราประทับลับ" ทำจากหยกไข่มุกราตรีสลักรูปพยัคฆ์ซ่อนลาย—ตราประทับประจำกองกำลังลับที่ขึ้นตรงต่อองค์รัชทายาท และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือรอยจารึกอักษรย่อตระกูล 'หลี่' ที่สลักฝังไว้ด้านในอย่างแนบเนียน!
นี่ไม่ใช่แค่การโยนความผิดฐานฆาตกรรมธรรมดา แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวพวกนางไว้ด้วยข้อหา "ซ่องสุมกำลังพลและเตรียมการก่อกบฏ" ชนิดที่ต่อให้มีปากเป็นร้อยก็ไม่อาจแก้ต่างได้
"เสด็จพี่... ช่างใจกว้างกับข้าเสียจริง" เฟยหลงพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง "ส่งคนมาตายในเขตอิทธิพลของข้า พร้อมกับตราประทับที่สามารถลากคอตระกูลหลี่และกองทัพชายแดนไปประหารเจ็ดชั่วโคตรได้ในคราเดียว"
เหมยฟางก้าวเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าตราประทับนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนเนื้อหยกเย็นเฉียบ สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ แผนการซ้อนแผน การหักเหลี่ยมเฉือนคม และรอยต่อของผลประโยชน์กำลังถูกถักทอขึ้นในห้วงความคิด
"ฮูหยินของท่านอ๋อง... ดูเหมือนจะตกเป็นกบฏแผ่นดินเสียแล้วกระมังเพคะ" เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้สูงศักดิ์ แววตานางพราวระยับด้วยประกายแห่งความท้าทาย มิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยนิด "แต่หากท่านอ๋องทรงฉลาดพอ เราย่อมใช้ 'หลักฐานชิ้นนี้' พลิกกระดานกลับมาสังหารคนชั่วให้สิ้นซากได้เช่นกัน"
เฟยหลงโน้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน "เจ้ามีความกล้าหาญเกินสตรีทั่วไปนัก เหมยฟาง... บอกข้าซิว่า เจ้าจะเดินหมากตาต่อไปอย่างไรให้พวกเราไม่ถูกบดขยี้จนแหลกคามือ"
ก่อนที่เหมยฟางจะได้เอื้อnวาจาตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นก้องกังวานจากบันไดทางลงห้องใต้ดิน ตามมาด้วยแสงคบเพลิงที่สطดสว่างวาบจนแสบตา
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงทุบประตูเหล็กหนาหนักดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนกึกก้องที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
"ราชioการด่วนจากท้องพระโรง! ฉีอ๋องและฮูหยินหลี่ ฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาล ซ่องสุมอาวุธและตราประทับกบฏ! จงเปิดประตูรับโทษประหารโดยดี มิฉะนั้นจะหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!"
เฟยหลงชะงัก รอยยิ้มเยียบเย็นหายวับไปจากใบหน้า ดวงตาดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยโทสะอันคุกรุ่น ในขณะที่เหมยฟางกลับหันไปมองตราประทับบนพื้นสลับกับบานประตูเหล็กที่กำลังถูกกระแทกอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่รอยยิ้มลึกลับจะผุดขึ้นที่มุมปากของนาง
มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบตราประทับหยกขึ้นมาซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างแนบเนียน ในจังหวะเดียวกับที่บานประตูเหล็กหนาหนักถูกพังทลายลงด้วยกำลังคนนับร้อย...
และร่างของราชองครักษ์เสื้อแพรผู้ถือราชโองการสีทองอร่าม ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ...
ทว่า เมื่อสายตานั้นกวาดมองผ่านร่างของขันทีหลวงผู้ตาย ไปหยุดอยู่ที่กระบี่ในมือของฉีอ๋อง และสตรีที่ยืนเคียงข้างอย่างสง่างาม... ราชองครักษ์ผู้นั้นกลับหน้าถอดสีทันที เมื่อพบว่าสตรีที่ควรจะหวาดกลัวจนตัวสั่น กลับกำลังจ้องมองเขาราวกับเป็น... "เหยื่อ" ตัวแรกที่จะถูกเชือดบูชายัญบนหกระดานนี้!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินหมากไปกับความลุ่มลึกนี้นะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์•ตอนที่ 9
หลักฐานชิ้นสำคัญ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจจักรพรรดิไร้บัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!